วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

...

มุสอแยนา ดะวะฮ์ ตัฆลีบ ปอเนาะครูหมาน มัรกัสแม่ขรี มัรกัสยะลา ปอเนาะโคกปีก แสงธรรมฯ ความทรงจำ วิทย์-คณิตฯ เกียรติยศ สายน้ำ อิสรภาพ ศอ.บต. จันทรเกษม ซีคอนฯ เสือใหญ่ รามคำแหง คอมพิวเตอร์ธุรกิจ รู้รักสามัคคีฯ รร.นายร้อยจปร. ความหวัง อุปสรรค์ พัฒนาการ ดะวะห์และการพัฒนาการสังคม เมฆา วายุ สายฝน ศรัทธา ธุรกิจ อีม่าน เสรีภาพ กบฏ วรรณะ นัฟซู ความรักใคร่ ขวากหนาม มิครภาพ ความโหยหา เป้าหมาย เสียสละ ดิ้นร้น สมหวัง พ้ายแพ้ ฉากสุดท้าย ชีวีต

ความทรงจำสีขาวกับสงครามใบกระท่อม

ในวงเวียนชีวิตอันยาวนานของมนุษย์ทุกคนต่างล้วนพัดพาดผ่านตากับสิ่งที่ถูกขนานเรียกกันว่า “ความทรงจำ” มาแล้วทั้งสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีกล่องบันทึกความจำไว้ในสมองตราบนั้นความทรงจำของมนุษย์ก็มักดำเนินอยู่ควบคู่เป็นนิจสิน สำหรับหลายต่อหลายคนแล้ว ความทรงจำคงมีแต่ความหอมหวานที่น่าขับขานและเบิกบาน แต่สำหรับอีกหลายร้อยคนในทางกลับกันบางครั้งความทรงจำเป็นเพียงแผลร้ายในชีวิตของเขา ที่ลืมเลือนยากซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าหากไม่ใช่เป็นเด็กไม่รู้เดียงสาแล้วคงไม่มีใครไม่เคยผ่านความทรงจำที่แสนร้ายเหล่านี้ได้ดอก
ผู้เขียนเองมีความทรงจำที่เป็นลบมากมายหลายเรื่อง หนึ่งในความทรงจำอันเจ็บปวดเหล่านั้นก็คือ ความทรงจำสีขาวของผู้เขียนเอง สีขาวในที่นี้แน่นอนล่ะว่าคงไม่ใช่รหัสยะบ่งชี้ถึงด้านบวกดังที่อัตลักษณ์ของสีขาวควรจะเป็นไปตามแก่นแท้ของมันไม่ หากแต่สีขาวตรงนี้คือมฤตยูที่ฉุกกระชากคนรอบตัวหรือทำลายล้างชีวิตของหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่งมาอย่างน่ากลัวประดุจโศกนาฏกรรมเงียบที่ฆ่าหมู่ผู้คนอย่างเยือกเย็นและไม่ทันไหวตัว ใช่แล้วผู้เขียนหมายถึงผงขาวหรือเฮโรอีนต่างหาก!
ผู้เขียนเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทเถื่อนๆแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา สมัยตอนที่ผู้เขียนยังแบเบาะ หนุ่มสาวในยุคสมัยนั้นหรือ “ยุคสมัยแห่งผงขาว” ต่างก็ตกเป็นทาสของมันกันอย่างโจ๋งครึ่มแทบยกหมู่บ้าน สิ่งที่มาควบคู่กันกับสหายสีขาวนี้ก็คือชีวิตที่มีแต่ความระเริง,ดนตรีร็อคและพฤติกรรมหยาบช้า คงมิต้องพูดถึงศาสนากันอีกเพราะแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้แล้ว หนุ่มสาวหลายคนที่เผลอเรอเข้าไปคบค้ากับสหายสีขาวนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นการโอเวอโดสต์ยาตายกันทั้งสิ้น พูดถึงตอนนี้ก็พลันนึกถึงนิยายไทยเรื่องหนึ่งของ สุวรรณี สุคนธา ที่ฉากสุดท้ายของนิยายนี้ก็จบลงด้วยการที่พระเอกอย่างน้ำพุต้องนอนเดี้ยงโอเวอโดสยาตายคาห้องอย่างน่าอนาถ ความทรงจำที่ผู้เขียนมีต่อลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าคนหนึ่งก็คงไม่ผิดแผกไปจากนี้มากนัก(แต่ยุคนี้ก็มี เคิร์ท โคเบนเป็นสัญลักษณ์แห่งผงขาวและความบ้าคลั่งเกรี้ยวกราดของวัยรุ่น)
เขาเป็นคนดี และอ่อนโยนมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ด้วยการขาดทักษะการเลี้ยงลูกของคนในสังคมมุสลิมบ้านเราสมัยนั้นตลอดจนการรุกขยายของธุรกิจยาเสพย์ติดมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าการดะอฺวะฮฺอิสลามด้วยคำพูดแต่เพียงอย่างเดียวจะต้านทานรับมือไหวได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งเป็นปกติวิสัยที่ระบอบของมนุษย์จะกระโจนเข้าสู่ญาฮีลียะฮฺเสมอตราบใดที่กฎหมายของอัลลอฮฺไม่ถูกดำเนินมาตรการใช้จากประชาคมมุสลิมเอง การหวังพึ่งพิงแค่เพียงการเทศนาแต่ปราศจากการดำเนินนโยบายเพื่อปราบปรามยาเสพย์ติดของเหล่าผู้รู้ย่อมไม่อาจรับมือได้ ท้ายที่สุดญาติของผู้เขียนก็เผลอเรอเข้าไปสู่วังวนของมฤตยูขาวจนกระทั่งติดมันงอมแงม ภาพความทรงจำของผู้เป็นบิดาผู้เขียนที่ลงมือซ้อมญาติผู้นี้ด้วยน้ำตาในฐานะตนเป็นอาเมื่อคราวที่รู้ว่าพี่คนนี้คบกับสหายสีขาวไปแล้วยังตราตรึงใจผู้เขียนอย่างไม่จางหาย แม้ว่าในภายหลังทางครอบครัวจะส่งเขาไปพำนักที่นครมักกะฮฺเพื่อบำบัดอาการติดยาจนเป็นผลสำเร็จติดผลร้ายของมฤตยูขาวนี้คือโรคเอดส์ที่ติดตามมาจากการใช้เข็มร่วมกัน จนท้ายที่สุดเขาก็ถึงแก่อะญั้ลเมื่อ 2 ปีก่อน
ยอมรับตรงๆจากใจว่าผู้เขียนยังคงจดจำภาพแห่งความเจ็บปวดของอาการลงแดงและความปวดร้าวในครอบครัวของผู้ตายที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตที่ถลำไปในวังวนของมฤตยูสีขาวนี้อย่างสนิทและหวังอยู่เสมอว่าความทรงจำสีขาวนี้คงจะจางลงพร้อมๆกับการเลิกเสพผงขาวของคนหนุ่มสาวในสมัยต่อมา
อย่างไรก็ตามในยุคสมัยของเรานี้สิ่งที่พัฒนาการมากลับกลายเป็นความทรงจำสีเขียวไปแล้ว เป็นความทรงจำที่ปวดร้าวอีกครั้งคราจากภาวะใบกระท่อมระบาดเกลื่อนเมืองมุสลิม ณ วันนี้สิ่งที่เราได้รับมากลับกลายมาเป็นความทรงจำกับหนุ่มสาวมุสลิมใจแตกที่แดกใบกระท่อมแทนน้ำไปแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าในขณะที่การพัฒนาอิสลามและมุสลิมกำลังถูกขับเคลื่อนไปในสังคมของเราอย่างแข็งขันนั้น การฉุดลากเยาวชนส่วนมากของสังคมไปสู่ความทรงจำสีเขียวกระท่อมก็มีอัตตราสูงพอๆกันอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าลำพังแค่การมุ่งพัฒนาอิสลามทางด้านวัตถุ(ความเจริญต่างๆเช่น สถานศึกษา,ธุรกิจ)และการพัฒนาด้านต่างๆแก่สังคมมุสลลิมในเชิงสาธารณะที่มีลักษณะที่เป็นแบบบวกหรือสันตินั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว บางครั้งการพัฒนาอิสลามในเชิงรุนแรงบ้างก็มีความจำเป็น ผู้เขียนหมายความว่าองค์กรมุสลิมระดับใหญ่โตที่มีเงินทุนเป็นหลักล้านควรจะเจียดเงินส่วนหนึ่งใช้เพื่อประกาศสงครามกับพวกใบกระท่อมนิยมเหล่านี้เสีย เพราะในขณะที่การสร้างโรงเรียน,โรงพยาบาล ฯลฯ ขององค์กรเอกชนมุสลิมถูกทำขึ้นใต้จิตสำนึกของการพัฒนาอุมมะฮฺอิสลามและลูกหลานมุสลิม การประกาศสงครามต่อใบกระท่อมก็เป็นการปกป้องอุมมะฮฺอิสลามที่สำคัญยิ่งยวดไม่แพ้กันเพราะทาสใบกระท่อมก็คือลูกหลานมุสลิมพอๆกันกับที่ลูกหลานมุสลิมอีกพวกหนึ่งในสังคมได้รับการพัฒนาจากฟากฝั่งแรก หนทางในการประกาศสงครามกับใบกระท่อมไม่ใช่เป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ หากเราพิจารณาว่าธุรกิจใบกระท่อมและยาเสพย์ติดอื่นๆอยู่ได้เพราะจ่ายส่วยแก่คนมีสี ทว่าข้าพเจ้าค่อนข้างมั่นใจว่าองค์กรมุสลิมที่รับเงินจากโลกอาหรับนั้นมีเงินมากโขกว่าพวกนี้ตั้งหลายร้อยเท่า หากแม้นองค์กรมุสลิมยอมสนับสนุนเงินแก่คนมีสีให้มากกว่าพวกใบกระท่อมนิยมโดยคิดว่าเป็นแรงจูงใจในการทำงานแก่คนมีสีและปกป้องลูกหลานมุสลิมกระไรกันเล่าที่เขาจะทำให้เราไม่ได้ แน่นอนว่าคนมีสีในสังคมกำลังเป็นใบ้กับธุรกิจใบกระท่อมก็เพราะเขามีส่วนร่วมแบ่งในธุรกิจนี้ แต่ถ้าองค์กรนายทุนมุสลิมลองปันส่วนแบ่งที่จุกตัวอยู่ในพวกตนไปให้คนมีสีมากกว่าอัตราที่พวกกระท่อมนิยมให้ไว้ แน่นอนการปราบปรามก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพราะคงไม่มีคนมีสีคนใดจะโง่งมยึดอุดมการณ์ว่าอั๊วจะตายไปกับใบกระท่อมเป็นแน่แท้ตลอดไปดอก! หากคิดจะเห็นสังคมกลับไปสู่อิสลาม ก็ต้องรู้จักกล้าที่จะทำลายศัตรูของอัลลอฮฺบ้าง ต้องหาญกล้าที่จะทำลายศัตรูก่อนบ้างมิใช่คิดจะแก้ปัญหาก็ตือเมื่อลูกในบ้านไปติดกระท่อมกันกระจองอแง แบบนั้นเขาเรียกวัวหายล้อมคอก! การพัฒนาอิสลามมิอาจเกิดขึ้นได้บนซากเดนของการติดกระท่อมงอมแงมของประชาชนซึ่งสุมกองอยู่ใต้เท้าของเราที่พัฒนาขึ้นมาอย่างสวยหรู การสร้างสังคมอิสลามไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงๆ ตราบใดที่เยาวชนเอาศาสนาแค่ 20 คน แต่อีก 80 คนยังติดใบกระท่อมอัตตราการรุกรานของลัทธิกระท่อมนิยมต่อเยาวชนของเราจึงมีสัดส่วนที่ไม่อาจประเมินได้ ข้าพเจ้าจึงเขียนขึ้นมาหวังเพื่อขอการพิจารณาจากผู้ใหญ่มุสลิมและนายทุนมุสลิมที่รักในศาสนาทั้งหลายว่า แหล่งเงินทุนมุสลิมที่มีในองค์กรต่างๆนับหลายล้านหากเจียดจ่ายแก่โรงพักจังหวัดหนึ่งจังหวัดใดแค่ล้านบาทเพื่อสนับสนุนเขาในการทลายใบกระท่อมก็คงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่ประการใด หากเราคิดว่าธุรกิจกระท่อมอยู่ได้เพราะจ่ายกะตางค์แก่คนมีสีแค่หลักหมื่นหรือแสนเท่านั้น! ยุทธศาสตร์ส่วนนี้มิใช่เป็นสงครามแย่งมวลชนระหว่างมุสลิมกับพวกกระท่อมนิยม หากแต่เป็นส่งครามแย่งชิงการเลือกข้างของหน่วยราชการความมั่นคงประดุจหนึ่งการเล่นชักเย้อ นอกจากนี้มองในแง่ดีแล้วทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามอย่างเต็มที่ในการทลายใบกระท่อมแต่ยังขาดแรงอยู่บ้าง หากเราเจียดเงินให้เขาเพื่อสนับสนุนในการทำลายทุกอย่างก็คงราบรื่นขึ้นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการปกป้องลูกหลานของเราเอง
ท่านรอซูล ศ็อลฯ กล่าวว่า
عن أبي سعيد الخدري
قَالَ : سَمِعت رَسُول الله
يقول : مَنْ رَأى مِنْكُمْ مُنْكَراً فَلْيُغَيِّرْهُ بِيَدِهِ ، فَإنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِلِسَانِهِ ، فَإنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِقَلْبِهِ ، وَذَلِكَ أضْعَفُالإيمَانِ
رواه مسلم


รายงานจาก อะบีสะอีด อัลคุดรีย์ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูล กล่าวว่า : ผู้ใดทราบว่าคนหนึ่งคนใดจากพวกท่านทำชั่ว ก็จงเปลี่ยนแปลง (ยับยั้ง) ด้วยมือของเขา ถ้าหากไม่สามารถ ก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยลิ้นของเขา ถ้าหากไม่สามารถ ก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยหัวใจของเขา การเช่นนั้น (คือการเอาใจออกห่าง) นับเป็นการศรัทธาที่อ่อนแอที่สุด (หมายถึงไม่ค่อยได้ผล)
บันทึกโดยมุสลิม
หะดีษข้างต้นได้จัดวางลำดับขั้นของการปราบปรามความอธรรมในสังคมที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาว่ามิติของการใช้กำลัง(มือ)เข้าปราบปรามอย่างถูกต้องนั้นถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลและผูกโยงกับศรัทธาที่ล้ำเลิศที่สุดของมวลมุสลิม นี่คือวิถีคิดแบบอิสลามที่มีลักษณะแบบสัจจะนิยมอันหมายถึงพิจารณาโลกจากความจริงมิใช่จากอุดมคติเลื่อนลอย กล่าวคืออิสลามพิจารณาว่าความชั่วจะถูกหักห้ามด้วยการใช้กำลังของความดีเข้าปราบปราม การสักแต่พูดหรือพร่ำสอนเพื่อให้คนเลิกความชั่วด้วยแง่คิดแบบปฏิเสธความรุนแรง(กำลังอำนาจของมือ) ทั้งที่ตัวเองมีความสามารถโดยสิ้นเชิงจึงมิใช่กรอบคิดแบบอิสลามแต่อย่างใดนอกจากกรอบคิดที่เห่อไปตามกระแสสันติวิธีเสียมากกว่า
แน่นอนลัทธิกระท่อมนิยมคือหนึ่งในกิ่งก้านความชั่วของสังคมที่ควรจะถูก “มือ” แห่งศรัทธาเข้าหักห้ามเสียบ้าง แต่อาจมิใช่มือของมุสลิมโดยตรงแต่เป็นมือของกลไกอำนาจรัฐและความมั่นคงเข้าปราบปราม มุสลิมเป็นเพียงหนึ่งมือที่มองไม่เห็นซึ่งคอยสนับสนุนค้ำจุนมือของรัฐเพื่อเด็ดหัวและตัดมือของเจ้ากระท่อมที่กำลังจะสร้างความทรงจำสีเขียวแก่ผู้อื่นขึ้นอีกไม่รู้จบ!