วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555
ก็สามารถหยิบเอาไปใช้ได้สบายๆเลยละ
ก็สามารถหยิบเอาไปใช้ได้สบายๆเลยละ
ฉันรักคุณคนเดียว
I love only you.
ฉันจะจะรักคุณตลอดไป
I’ll love your forever.
รักคุณจริงๆ
I really love you.
รักคุณหมดหัวใจ
I love you with all my heart.
ฉันคิดถึงคุณ
I miss you.
ฉันชอบคุณ
I like you.
ฉันต้องการคุณ
I want you. / I need you.
เป็นแฟนฉันได้ไหม
Will you be my girlfriend/boyfriend?
ฉันอยยากอยู่กับคุณ
I want (to be / to live) with you.
ทำไมคุณถึงรักฉันละ
Why (how) do you love you?
ฉันจริงใจกับคุณนะ
I am honest.
ฉันอยากให้เราดูแลซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต
I want us to take care of each other forever.
คุณจริงใจกับฉันไหม
Are you being sincere? / Are you being truthful?
คุณคือความสุขของฉัน
You are my happiness and joy.
คุณเป็นรักแรกของฉัน
You are my first love.
ถึงคุณไม่ใช่คนแรก แต่คุณคือคนสุดท้านของฉัน
Even though you are not my first, you are my real last love.
คุณคือคนที่ฉันรอคอยมาทั้งชีวิต
You’re the one that I have been waiting for all my life.
ฉันอยากให้คุณอยู่กับฉันอย่างนี้ตลอดไป
I want you to be with me like this forever.
คุณคือคนในฝันของฉัน
You‘re my dream come true.
ฉันไม่เคยรักใครมากเท่าคุณมาก่อนเลย
I never love anyone as much as I love you.
คุณขโมยหัวใจของฉันไป
You’ve stolen my heart.
คุณคือสิ่งที่มีค่าสำหรับฉัน
You’re my most precious.
ฉันรอที่จะพบคุณมาตลอด
I have been waiting for you all my life.
ฉันไม่สามารถมีชีวิตได้ถ้าขาดคุณ
I can’t live without you.
รอยยิ้มของคุณมอบแสงสว่างให้กับฉัน
Your smile lightens my life.
คุณคือเทพบุตร / นางฟ้าในใจฉัน
You are my angel. / Goddess in my heart (my soul).
ความรักของฉันไม่เห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ
My love is not visible but you can feel it in your heart.
ฉันอยากอยู่กับคุณตลอดไป
I want to be with you forever.
ฉันชอบ/รักคุณตั้งแต่แรกห็น
I like/love you at first sight.
ฉันรักเธอเพราะเธอเป็นเธอ
I love you because it’s you.
ฉันรักตัวตนที่แท้จริงของเธอ
I love the real you.
ฉันต้องการใช้ชีวิตร่วมกับคุณ
I want to spend my life with you.
คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับฉัน
You’re the best friend I’ve ever had.
คุณทำให้ชีวิตฉันสมบูรณ์แบบ
You have made my life complete.
ตอนที่ฉันเจอคุณครั้งแรก ฉันก็ลืมหายใจไปเลย
When I met you for the first time, I forgot to breathe.
คิดถึงคุณจังแม้ไม่ได้เจอกันเลย
I miss you so much event though we didn’t see each other.
ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงคุณ
Not a single moment that I don’t think of you.
คุณทำให้โลกของฉันสดใส
You brighten my world. / You brighten my day.
คุณคือแสงสว่างในชีวิตฉัน
You are the light shining on me.
ฉันอยากใช้เวลาทุกๆวินาทีร่วมกับคุณ
I want to speed every second with you.
ฉันคิดถึงคุณทุกลมหายใจเข้าออก
I’m thinking of you in every breath I take.
คิดถึงใจจะขาด
I miss you like crazy.
คุณทำให้ชีวิตฉันทีความหมาย
You make my life mean something.
ฉันรู้สึกมีค่ามากเมื่อรู้จักกับคุณ
My life means something since I found you.
คุณทำให้ฉันหวั่นไหว
You make me tremble.
แววตาของคุณแทบจะหลอมละลายฉันได้แล้ว
When you look at me, I feel like I’m melted.
ฉันแทบละลายด้วยรอยยิ้มของคุณ
You’re melting m with your smile.
ฉันหวั่นไหวไปกับสายตาของคุณ
I’m vulnerable when you look (stare) at me.
คุณขังฉันไว้ในหัวใจของคุณ
You locked me in your heart.
คุณมีค่าสำหรับฉันเสมอ
You mean something to me.
นาฬิกาเดินเร็วเหลือเกินเวลาที่ฉันอยู่กับเธอ
Time goes so fast when I’m with you.
มีที่ว่างในหัวใจของคุณสำหรับฉันบ้างไหม
Is there any room left for me in your heart.
ฉันมีความสุขเมื่อได้อยู่กับคุณ
I’m happy just to be with you.
เป็นแฟนฉันได้ไหม
Would you be my girlfriend/boyfriend?
ฉันมีที่ว่างในหัวใจคุณเสมอ
My heart always has a room for you.
ฉันจะซื่อสัตย์ต่อคุณคนเดียว
I’ll always be true and honest to you.
ไม่มีอะไรมาแยกจากเราได้
Noting will keep us apart.
ฉันรู้สึกดีมาก
I feel good. / I feel nice.
เธอหายใจออกมาเถอะ ฉันจะหายใจเข้าไปเอง
I will breathe the same air that you breathe.
ประวัติศาสตร์ 5 ครั้ง ต่อความพยายามในการลอบโขมยเรือนร่าง
ประวัติศาสตร์ 5 ครั้ง ต่อความพยายามในการลอบโขมยเรือนร่าง
ของท่านศาสดา (ซ.ล.)
โดย al-azhary
จาก กระดานเสวนานักศึกษาอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญามะอะฮ์
ความพยายามครั้งแรก ในสมัยของ อัลหากิม บิอัมริลลาฮ์ อัลอุบัยดีย์ โดยเขาพยายาม
ชี้แนะให้พวกนอกศาสนาบางคน ให้นำเรือนร่างของท่านนบี (ซ.ล) มายังอียิปต์ เพื่อดึงดูดให้
บรรดาผู้คนทั้งหลายมายังอียิปต์แทนจากนครมะดีนะฮ์ แต่ชาวนครมะดีนะฮ์ได้ทำการรบกับ
พวกเขาและในวันต่อมาอัลเลาะฮ์ได้ส่งลมพายุ มาที่นครมะดีนะฮ์จนแผ่นดินเกือบสั่นสะเทือน
ซึ่งมายับยั้งแผนการณ์ของพวกละเมิดเหล่านั้น
ความพยายามครั้งที่สอง ในสมัยของ อัลหากิม บิอัมริลลาห์เช่นเดียวกัน โดยเขาได้
ส่งสารไปยังผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ กับมัสยิดมะดีนะฮ ให้ทำการขุดอุโมงค์จากภายในบ้านที่อยู่อาศัย
ไปยังสุสานของท่านนบี ( ซ.ล.) แต่ชาวมะดีนะฮ์เกิดได้ยินเสียงป่าวประกาศในท่ามกลาง
พวกเขาว่า นบีของพวกท่านกำลังถูกขุด แล้วบรรดาผู้คนก็ทำการสำรวจ และได้พบเจอกับ
พวกเขาเหล่านั้น ชาวมะดีนะฮ์จึงได้ทำการสังหารพวกเขา
*** สมควรกล่าวในที่นี้ คือ อัลหากิม บิอัมริลลาห์ บิน อุบัยอิลลาห์นั้น เป็นผู้ที่อ้างตน
ว่าเป็นพระเจ้าในปี ฮ.ศ. ที่ 408
ความพยายามครั้งที่สาม กษัตริย์ นูรุดดีน มะหฺมูด ซังกีย์ นั้น ได้ฝันเห็นท่านนบี (ซ.ล.)
ในคืนหนึ่ง ถึงสามครั้งด้วยกัน โดยทุกๆ ครั้งท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวแก่เขาว่า "โอ้ มะหฺมูด
ท่านจงกอบกู้ฉัน จากบุคคลสองคนนี้ด้วย" นั่นคือ ชายสองคนนี้มีผิวอมแดง ดังนั้น ท่านนูรุดดีน
มะหฺมูด ซังกีย์ ได้เรียกรัฐมนตรีมาพบก่อนเวลาซุบหฺ แล้วก็บอกเรื่องความฝันกับเขา รัฐมนตรี
ท่านนั้นได้กล่าวแก่ ท่าน นูรุดดีน มะหูมูด ซังกีย์ ว่า เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นที่เมือง
มะดีนะฮ์ของท่านนบี (ซ.ล.) ซึ่งไม่มีผู้ใดอีกแล้ว (ที่จะช่วยเหลือได้) นอกจากท่าน ดังนั้น
ท่านนูรุดดีน ซังกีย์ จึงเตรียมการเดินทางอย่างเร็ว ด้วยอูฐ 1000 ตัว และติดตามด้วยม้า
และอื่นๆ จนกระทั้งถึงเมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่มีผู้ใดรู้ตัว ดังนั้น ท่านนูรุดดีน จึงขอให้บรรดาผู้คน
ทั้งหมดร่วมกันบริจาคทาน โดยไม่มีผู้ใดคงเหลืออยู่เลยที่เมืองมะดีนะฮ์ นอกจาก
ชายสองคนที่คล้ายกับคนมาจากสเปน (อันดะลูส) ซึ่งได้อาศัยอยู่ในด้านหนึ่งของห้อง
ท่านนบี (ซ.ล.) ที่อยู่นอกมัสยิด ซึ่งอยู่ ณ ที่พำนักของวงค์วานท่านอุมัร อิบนุ ค๊อฏฏ็อบ ( ร.ฎ.)
ชายสองคนกล่าวว่า เราได้มาถึงที่นี้ เพื่อทำการเคลื่อนย้ายท่านนบี (ซ.ล.) ออกจากห้อง
ที่มีเกียตรินี้ ท่านนูรุดดีน ซังกีย์ จึงพบว่า ทั้งสองได้ทำการขุดเจาะเป็นอุโมงค์ใต้ดิน จากด้านใต้
ของกำแพงมัสยิดด้านหน้า โดยทั้งสองเอาดินไปถมบ่อที่บ้านที่เขาทั้งสองอาศัยอยู่ ดังนั้น
ท่านนูรุดดีน ซังกีย์ จึงสั่งให้ประหารชายทั้งสอง
ความพยายามครั้งที่สี่ กลุ่มหนึ่งจากพวกนะซอรอได้ขโมยและปล้นสดมภ์กลาง
คาราวานผู้เดินทางไปทำฮัจญฺ และพวกเขาตั้งใจว่าจะทำการขุดสุสานของท่านนบี (ซ.ล.)
โดยได้ประกาศความตั้งใจของพวกเขาอย่างเปิดเผย พวกเขาจึงเดินทางทะเลโดยมุ่งไปยัง
นครมะดีนะฮ์ แต่อัลเลาะฮ์ทรงปกป้องการล่วงละเมิดของพวกเขา โดยให้มีกองกำลังทาง
ทะเลจากอียิปต์ และอะเล็กซันเดรีย (จังหวัดของอียิปต์ในปัจจุบัน) ทำการติดตามและจับตัว
พวกเขาทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่แบบหลบซ่อน และแยกย้ายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของ
บรรดามุสลิมีน
ความพยายามครั้งที่ห้า คือ ตั้งใจจะทำการขุดสุสานของท่านอบูบักร (ร.ฏ.)และ สุสานของ
ท่านอุมัร (ร.ฏ.) ซึ่งดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 7 ฮ.ศ. นั่นคือ มีชาย 40 คน
จะทำการขุดสุสานในยามค่ำคืน แต่ทว่าแผ่นดินได้เกิดแยก ออกและทำการสูบพวกเขาทั้งหมด
แหล่งข้อมูล หนังสือ ตารีค อัลมัสยิด อัลนะบะวีย์ อัชชะรีฟ ตีความพิมพ์ครั้งที่ 4 ปี 2000 ค.ศ. - 1420 ฮ.ศ.
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
ดะวะห์ ออนไลน์
بسم الله الرحمن الرحيم
"ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
มาดูกันสิว่า พวกเราจะมีส่วนอะไรบ้างในการตักเตือนพวกเขา ให้กลับมาสู่แนวทางที่แท้จริง ให้พวกเขาได้ตื่นมาจากดุนยาอันหลอกลวง มาดูกันสิว่า การด๊ะวะห์ผ่านเฟสจะมีผลทำให้ผู้ที่มิใช่มุสลิม มีความสนใจในมุสลิมหรือไม่ ผู้ที่เป็นมุสลิมอยู่แล้ว ได้กลับตัวมาเป็นมุสลิมผู้ศรัทธาหรือไม่ แม้ว่าทั้งการตักเตือนและการด๊ะวะห์ในเฟสอาจจะไม่ดีเท่าการทำผ่านในโลกที่สา มารถสัมพัสได้ แต่ถ้าหากพวกท่านยังไม่เคยทำกัน ก็จงดูเหล่ามุสลิมผู้มีความศรัทธา ที่ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ก็ไม่เคยเลยที่จะละเว้นการตักเตือนและการด๊ะวะห์เพื่ออัลลอฮฺ ซ.บ. ถึงแม้อาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนดังเฟสในประเทศอียิปต์
แต่อย่างน้อยพวก เราก็มีส่วนที่คอยสร้างและป้องกันการใช้เฟสที่สร้างโดยชาวยิว เพื่อมิใช่เหล่าพี่น้องของพวกเราได้ใช้มัน ได้ถูกมันใช้ให้อยู่ในแนวทางที่ยิวต้องการ
แต่เรา พวกเราจะใช้เฟสนี้ในทิศทางที่กลับกัน เราจะใช้มันเพื่อแสวงหาเหล่าบรรดาผู้ที่หลงผิด ผู้ที่หลงลืม ให้กลับมา กลับมาสู่สัจธรรม
“ ดังนั้น เพื่อการนี้แหละเจ้าจงเรียกร้องเชิญชวนและดำรงมั่นอยู่ในแนวทางที่เที่ยงธรรมดังที่เจ้าได้รับบัญชา และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของพวกเขา และจงกล่าวว่าฉันได้ศรัทธาสิ่งที่มีอยู่ในคัมภีร์ตามที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา และฉันได้รับบัญชาให้ตัดสินระหว่างพวกท่านด้วยความเที่ยงธรรม อัลลอฮ์คือพระเจ้าของฉันและพระเจ้าของพวกท่าน(การตอบแทน)การงานของฉันก็ ได้แก่ฉัน (การตอบแทน)การงานของพวกท่านก็จะได้แก่พวกท่าน ไม่มีการโต้แย้งใดๆระหว่างพวกเรากับพวกท่าน อัลลอฮ์จะทรงรวบรวมพวกเราทั้งหมด และยังพระองค์คือการกลับไป ”
(Al-Quran 42:15)
“คัมภีร์(อัล กุรอาน) เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจ พิจารณาอายะต่างๆ ของอัลกุรอาน และเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ ”
(Al-Quran 38:29)
“อัลกุรอานนี้เป็นแสงสว่างแก่มวลมนุษย์ และเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และความเมตตาแก่หมู่ชนที่มีความเชื่อมั่น”
(Al-Quran 45:20)
“ ไม่มีการบังคับใดๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม แน่นอน ความถูกต้องได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัฏ-ฏอมูต (ชัยฎอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แล้วแน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใดๆเกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์ นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ ”
(Al-Quran 2:256)
“พวกเขาไม่พิจารณาดูอูฐดอกหรือว่า มันถูกบังเกิดมาอย่างไร และ (ไม่พิจารณาดู) ท้องฟ้าบ้างหรือว่า มันถูกยกให้สูงขึ้นอย่างไร และ (ไม่พิจารณา) ภูเขาบ้างว่าหรือว่า มันถูกปักตั้งไว้อย่างไร และ (ไม่พิจารณาดู) แผ่นดินบ้างหรือว่า มันถูกแผ่ลาดไว้อย่างไร”
(Al-Ghaashiya 88:'17-20')
“ด้วย การหยิ่งยะโสในแผ่นดิน และการวางแผนชั่ว แต่แผนชั่วนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใด นอกจากเจ้าของของมันเท่านั้น พวกเขาจะคอยอะไรอีกเล่า นอกจากแนวทางของบรรพชน ดังนั้น เจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของอัลลอฮฺ และเจ้าจะไม่พบการบิดเบือนในแนวทางของอัลลอฮฺแต่ประการใด”
(Faatir 35:43)
“มนุษย์ คิดหรือว่า พวกเขาจะถูกทอดทิ้งเพียงแต่พวกเขากล่าวว่า เราได้ศรัทธา และพวกเขาจะไม่ถูกทดสอบกระนั้นหรือ และโดยแน่นอน เราได้ทดสอบบรรดาก่อนหน้าพวกเขาแล้ว ดังนั้น อัลลอฮ์จะทรงจำแนกบรรดาผู้สัตย์จริง และจะทรงจำแนกให้รู้แจ้งถึงบรรดาผู้กล่าวเท็จ”
(Al-Ankaboot 29:'2-3')
“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเตาบัตต่ออัลลอฮฺด้วยการเตาบัตที่จริงจัง เผื่อว่าอัลลอฮฺจะทรงลบล้างความผิดของพวกเจ้า และนำพวกเจ้าเข้าสู่สวรรค์ซึ่งมีสายน้ำไหลผ่านอยู่เบื้องล่างของมัน”
(At-Tahrim 66: 8)
"แท้จริง ไม่มีผู้ใดสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮฺ นอกจากหมู่ชนผู้ปฏิเสธ
เท่านั้น"
(Yusuf 12:87)
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
ใครคือ “มุหัมมัด” ?
ใครคือ “มุหัมมัด” ?
มุสลิม เชื่อว่า “มุหัมมัด” (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) คือ “ศาสนทูตคนสุดท้าย” ในบรรดาศาสนทูตทั้งหลายที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้เพื่อการเรียกร้องผู้คนสู่การ เชื่อฟังและการเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว (หรือ “อัลลอฮฺ” ในภาษาอารบิก) บรรดาศาสนทูตเหล่านั้นยังรวมไปถึง “อดัม” “โนอาห์” “อับราฮัม” “อิสมาอีล” “ไอแซค” “จาค็อบ” “โยเซฟ” “โมเสส” “เดวิด” “โซโลมอน” และ “จีซัส (เยซู)” (ขอความสันติสุขจงมีแด่บรรดาศาสนทูตทั้งหลายด้วยเถิด)
เช่น เดียวกับ “โมเสส” (หรือ “มูซา”) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์โตราห์” (หรือ “เตาร็อต” ฉบับดั้งเดิม ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขซึ่งถูกส่งมายังโมเสส) และ “จีซัส” (เยซู) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์ไบเบิ้ล” (คัมภีร์ต้นฉบับ ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่ฉบับปัจจุบันที่ใช้กัน) มุสลิมเชื่อว่าศาสนทูตมุหัมมัดถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์อัลกุรอาน” เพื่อเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน
มีคนเคยขอให้ภรรยาของศาสนทูตมุหัมมัด หรือ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ” บรรยายคุณลักษณะของศาสนทูตต่อพวกเขา และนางได้บรรยายไว้ว่า ศาสนทูตมุหัมมัดเปรียบเสมือน “อัลกุรอานเดินได้” ซึ่งหมายถึงท่านได้นำคำสอนในอัลกุรอานมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของท่าน และจากนี้เราขอนำเสนอแบบอย่างที่ศาสนทูตมุหัมมัดได้ปฏิบัติตามคำสอนใน คัมภีร์อัลกุรอานแก่ท่านทั้งหลาย
“แท้จริงแล้ว ในศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺนั้นมีแบบอย่างที่ดีงามยิ่งในการปฏิบัติตาม สำหรับผู้ใดก็ตามที่มีความหวัง (ที่จะพบ) อัลลอฮฺและวันสิ้นโลก และผู้ที่ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” (อัลกุรอาน 33:21)
แบบอย่างความเมตตา......
เช่นเดียวกับการเรียกร้องผู้คนสู่การละหมาด การถือศีลอด และการบริจาค ศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ยังได้สอนเราอีกด้วยว่า “ความศรัทธาของบุคคลหนึ่งที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า” ควรส่งผลต่อการปฏิบัติตัวของเขาต่อผู้คนอีกด้วย ศาสนทูตกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีพฤติกรรม (หรือบุคลิกภาพ) ที่ดีงามยิ่ง”
มีหลายถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดที่เน้นย้ำในเรื่องของ “ความสัมพันธ์ ระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ” เช่นที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก จำต้องไม่ทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรให้การดูแลแขกผู้มาเยือนของเขาอย่างดี และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรพูดในสิ่งที่ดี หรือไม่เขาก็ควรนิ่งเงียบเสีย” ศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมานี้ได้สอนบรรดามนุษย์ให้แสดง ความเมตตาและการให้เกียรติต่อกันและกัน โดยท่านได้กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่แสดงความเมตตาต่อผู้คน เขาย่อมมิได้รับความเมตตา”
มี การรายงานไว้ด้วยว่า มีคนเคยขอให้ศาสนทูตวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (ต่ออัลลอฮฺ) หากแต่ศาสนทูตได้ตอบเขาว่า “ฉันมิได้ถูกส่งมาเป็นผู้ที่ทำการสาบแช่ง หากแต่ฉันถูกส่งมาเช่นผู้ที่มีความเมตตา”
“และเรา (อัลลอฮฺ) มิได้ส่งเจ้า (ศาสนทูตมุหัมมัด) มาเพื่อการใด เว้นแต่เพื่อให้เป็นความเมตตาต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 21:107)
แบบอย่างการให้อภัย.....
ศาสน ทูตมุหัมมัดเป็นผู้ที่รักการใหัอภัยต่อผู้คน และเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาอย่างมาก หากมีใครกล่าวด่าทอท่าน ท่านก็จะให้อภัยเขา และหากแม้ว่ามีใครก็ตามแสดงความหยาบคายต่อท่านมากเพียงใด ท่านก็จะยิ่งมีความอดทนอดกลั้นต่อเขามากเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตาและรักการให้อภัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ท่านเองก็อยู่ในสถานะที่สูงและเหนือกว่าผู้คนทั้ง หลาย และมีอำนาจในการที่จะตอบโต้พวกเขาเหล่านั้นได้
ศาสนทูต มุหัมมัดให้อภัยต่อทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง แม้ว่าการทำร้ายหรือการละเมิดที่ท่านถูกกระทำจะยิ่งใหญ่ มากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมได้รับการให้อภัยจากท่านเสมอ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของการให้อภัยและความมีเมตตา ดังที่มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “จงยึดมั่นอยู่กับการให้อภัยเถิด (มุหัมมัด) และจงกระทำมันด้วยความเมตตา และจงผินหลังจากบรรดาผู้โง่เขลาทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 7:199)
“จงให้อภัยและมองข้ามมันเสีย หรือเจ้ามิปรารถนาให้อัลลอฮฺอภัยโทษแก่เจ้ากระนั้นหรือ? ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตายิ่ง” (อัลกุรอาน 24:22)
แบบอย่างความเสมอภาค.....
จากถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดต่อไปนี้ คือคำสอนที่ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นต่างมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในพระเนตรของอัลลอฮฺ “มวล มนุษย์ทุกคนกเกิดมาจากอดัม และอดัมนั้นเกิดจากดินโคลน ดังนั้นคนอาหรับย่อมมิได้ดีเหนือกว่าผู้ที่มิใช่อาหรับ และคนดำก็มิได้ดีเหนือกว่าคนขาว เว้นแต่ความดีงามเท่านั้น (ที่ทำให้เขาแตกต่างกัน)”
“พระผู้เป็นเจ้ามิได้ ตัดสินท่านอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ของท่านและทรัพย์สินของท่าน หากแต่พระองค์ทรงมองดูที่หัวใจของท่านและมองดูที่การกระทำของท่าน”
มีการรายงานด้วยว่า ครั้งหนึ่งสหายท่านหนึ่ง (ศอฮาบะฮฺ) ของศาสนทูตมุหัมมัดได้เรียกสหายอีกท่านหนึ่งด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเช่นว่า “ลูกของหญิงดำ!” เมื่อศาสนทูตได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงเกิดความโกรธเคือง และกล่าวต่อเขาว่า “ท่าน ประนามเขาเพราะความดำของมรรดาของเขา เช่นนั้นหรือ!?” เช่นนั้นท่านก็ยังคงมี “ความโง่เขลา” ที่ติดมาจากสมัยแห่งความงมงายในตัวท่านอยู่บ้าง”
“แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีคุณธรรมที่ดียิ่งในหมู่พวกท่าน” (อัลกุรอาน 49:13)
แบบอย่างความอดทน.....
“ท่านไม่ควรที่จะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายกับบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งชั่วร้ายต่อท่าน หากแต่ท่านควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาและการให้อภัย” นี่คือแนวปฏิบัติที่ศาสนทูตได้ใช้ต่อบรรดาผู้ที่รุกรานท่านและด่าทอท่าน
มีหลายเหตุการณ์ที่ศาสนทูตมุหัมมัดนั้นมีโอกาสที่จะทำการแก้แค้นบรรดาผู้ที่ทำ ร้ายท่าน หากแต่ท่าน ก็ออกห่างและหลีกเลี่ยงจากการกระทำเช่นนั้น
ท่านสอนให้เรามีความอดทนเมื่อต้องประสบกับความทุกข์ยาก “ผู้ ที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้คนด้วยพละกำลังของเขา หากแต่ว่าผู้ที่เข้มแข็งคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาเมื่ออยู่ในสภาวะ แห่งความโกรธ”
“การมีความอดทนอดกลั้น” ไม่ได้หมายความว่ามุสลิมที่ถูกกระทำจำต้องนิ่งเฉยและไม่ปกป้องตัวของเขาเองเมื่อถูกทำร้ายหรือโจมตี ศาสนทูตมุหัมมัดแจ้งไว้ว่า “จง อย่าปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู แต่เมื่อท่านพบ (เผชิญหน้า) เขา ท่านก็จงอดทนเถิด (หมายถึง ยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู)”
“ความดีและความชั่วนั้นหาเท่าเทียมกันไม่ จงขับไล่ความชั่วด้วยสิ่งที่ดีกว่า และเมื่อนั้นเจ้าและผู้ที่เจ้าเคยเป็นศัตรูกันย่อมกลายเป็นมิตรสนิทกัน” (อัลกุรอาน 41:34)
แบบอย่างความอ่อนโยน.....
สหาย ของศาสนทูตมุหัมมัดท่านหนึ่งที่ได้ให้การดูแลรับใช้ศาสนทูตเป็นระยะเวลา 10 ปี ได้เล่าว่าศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับเขาอยู่เสมอ โดยสหายท่านนั้นกล่าวว่า “เมื่อฉันกระทำสิ่งใด ท่าน (ศาสนทูต) ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันจึงทำสิ่งนั้น และเมื่อฉันไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันถึงไม่ทำสิ่งนั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเป็นกันเองอย่างมากที่สุดในหมู่ผู้คนทั้งหลาย”
ครั้งหนึ่งมีคนกล่าวหมิ่นประมาทศาสนทูตมุหัมมัด ภรรยาของท่านจึงแสดงการโต้ตอบด้วยความโกรธ ดังนั้นศาสนทูตมุหัมมัดจึงให้การตักเตือนนางว่า “จงมีความอ่อนโยนและสงบนิ่งเถิด โอ้ อาอิชะฮฺ อัลลอฮฺทรงรักความอ่อนโยนในทุกๆ การงาน” และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า “จง แสดงความอ่อนโยน เพราะเมื่อมีความอ่อนโยนในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีความสวยงาม เมื่อมันปราศจากซึ่งความอ่อนโยน สิ่งนั้นย่อมเต็มไปด้วยความบกพร่อง”
“เนื่องด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ เจ้า (มุหัมมัด) จึงเป็นผู้ที่มีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้คน และหากเจ้าเป็นผู้ที่มีความแข็งกร้าวและมีหัวใจแข็งกระด้างแล้ว พวกเขาย่อมแยกย้ายหนีไปจากเจ้า” (อัลกุรอาน 3:159)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างมุสลิมในอุดมคติ......
สิ่งที่โดดเด่นคือการดำเนินชีวิตของศาสนทูตมุหัมมัด แบบอย่างของความดีงามและความเมตตาของท่านที่ถูกกล่าวไว้ข้างต้น อาจสร้างความประหลาดใจต่อกลุ่มคนบางกลุ่มที่เคยได้รับข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับ อิสลามจากสื่อหรือการนำเสนอต่างๆ
มันจึงเป็นความสำคัญอย่าง ยิ่งเมื่อใครคนหนึ่งที่ต้องการมีความเข้าใจใน “ศาสนาอิสลาม” เขาควรที่จะศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งของมันโดยตรงนั่นคือ “อัลกุรอาน” และ “ถ้อยคำ การปฏิบัติของศาสนทูต มุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)” และไม่ควรที่จะตัดสิน “อิสลาม” จากการกระทำที่ไม่ดีของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามุสลิมเพียงไม่กี่คน
“แท้จริง เจ้า (มุหัมมัด) คือแบบอย่างที่ดีงาม” (อัลกุรอาน 68:4)
ความคิดเห็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม......
มหาตมะ คานธี ผู้นำทางด้านการเมืองและด้านจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวอินเดีย เคยกล่าวว่า “มัน คือความเรียบง่ายที่มีความเคร่งครัด มันคือความสมบูรณ์แห่งความเรียบง่ายของผู้เป็นศาสนทูต คือการรักษาคำมั่นสัญญาของเขาอย่างเคร่งครัด คือการอุทิศตนต่อสหายและผู้ติดตามของเขา คือความกล้าหาญของเขา คือความไม่เกรงกลัวของเขา คือความศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาและภารกิจของเขา และมันมิใช่เพราะมีดดาบ แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ ที่ช่วยทำให้พวกเขาผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายไปได้”
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ผู้เขียนบทละครชาวอังกฤษกล่าวว่า “โลกนี้ต้องการบุรุษที่มีจิตใจเช่นมุหัมมัดอย่างมาก, ผู้คนที่เคร่งครัดศาสนาในยุคกลาง อันเนื่องมาจากความโง่เขลาและความอคติทำให้พวกเขามองบุรุษท่านนี้ในแง่ลบ เช่นที่พวกเขาเชื่อว่า “มุหัมมัด” เป็นศัตรูของชาวคริสเตียน แต่หลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องราวของบุรุษท่านนี้ ผมพบว่ามันเป็นเรื่องราวทีน่าอัศจรรย์และน่าพิศวง และผมได้ค้นพบกับบทสรุปที่ว่า “มุหัมมัดไม่เคยเป็นศัตรูของชาวคริสเตียนเลย” และเราควรจะต้องเรียกเขาว่า “ผู้ช่วยชีวิตมวลมนุษย์” ด้วยซ้ำ ในความคิดเห็นของผม หากว่าเขา (มุหัมมัด) ได้รับอำนาจให้ควบคุมโลกใบนี้ในปัจจุบันนี้ เขาย่อมช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหลายของพวกเราและนำมาซึ่งความสันติและความสงบสุข ที่โลกใบนี้รอคอยมานาน”
“อัลลอฮฺทรง ให้สัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีงามทั้งหลายว่าสำหรับพวกเขานั้น จะได้รับซึ่ง “การอภัยโทษ” และ “รางวัลอันยิ่งใหญ่” (อัลกุรอาน 5:9)
มุสลิม เชื่อว่า “มุหัมมัด” (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) คือ “ศาสนทูตคนสุดท้าย” ในบรรดาศาสนทูตทั้งหลายที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้เพื่อการเรียกร้องผู้คนสู่การ เชื่อฟังและการเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว (หรือ “อัลลอฮฺ” ในภาษาอารบิก) บรรดาศาสนทูตเหล่านั้นยังรวมไปถึง “อดัม” “โนอาห์” “อับราฮัม” “อิสมาอีล” “ไอแซค” “จาค็อบ” “โยเซฟ” “โมเสส” “เดวิด” “โซโลมอน” และ “จีซัส (เยซู)” (ขอความสันติสุขจงมีแด่บรรดาศาสนทูตทั้งหลายด้วยเถิด)
เช่น เดียวกับ “โมเสส” (หรือ “มูซา”) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์โตราห์” (หรือ “เตาร็อต” ฉบับดั้งเดิม ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขซึ่งถูกส่งมายังโมเสส) และ “จีซัส” (เยซู) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์ไบเบิ้ล” (คัมภีร์ต้นฉบับ ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่ฉบับปัจจุบันที่ใช้กัน) มุสลิมเชื่อว่าศาสนทูตมุหัมมัดถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์อัลกุรอาน” เพื่อเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน
มีคนเคยขอให้ภรรยาของศาสนทูตมุหัมมัด หรือ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ” บรรยายคุณลักษณะของศาสนทูตต่อพวกเขา และนางได้บรรยายไว้ว่า ศาสนทูตมุหัมมัดเปรียบเสมือน “อัลกุรอานเดินได้” ซึ่งหมายถึงท่านได้นำคำสอนในอัลกุรอานมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของท่าน และจากนี้เราขอนำเสนอแบบอย่างที่ศาสนทูตมุหัมมัดได้ปฏิบัติตามคำสอนใน คัมภีร์อัลกุรอานแก่ท่านทั้งหลาย
“แท้จริงแล้ว ในศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺนั้นมีแบบอย่างที่ดีงามยิ่งในการปฏิบัติตาม สำหรับผู้ใดก็ตามที่มีความหวัง (ที่จะพบ) อัลลอฮฺและวันสิ้นโลก และผู้ที่ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” (อัลกุรอาน 33:21)
แบบอย่างความเมตตา......
เช่นเดียวกับการเรียกร้องผู้คนสู่การละหมาด การถือศีลอด และการบริจาค ศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ยังได้สอนเราอีกด้วยว่า “ความศรัทธาของบุคคลหนึ่งที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า” ควรส่งผลต่อการปฏิบัติตัวของเขาต่อผู้คนอีกด้วย ศาสนทูตกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีพฤติกรรม (หรือบุคลิกภาพ) ที่ดีงามยิ่ง”
มีหลายถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดที่เน้นย้ำในเรื่องของ “ความสัมพันธ์ ระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ” เช่นที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก จำต้องไม่ทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรให้การดูแลแขกผู้มาเยือนของเขาอย่างดี และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรพูดในสิ่งที่ดี หรือไม่เขาก็ควรนิ่งเงียบเสีย” ศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมานี้ได้สอนบรรดามนุษย์ให้แสดง ความเมตตาและการให้เกียรติต่อกันและกัน โดยท่านได้กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่แสดงความเมตตาต่อผู้คน เขาย่อมมิได้รับความเมตตา”
มี การรายงานไว้ด้วยว่า มีคนเคยขอให้ศาสนทูตวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (ต่ออัลลอฮฺ) หากแต่ศาสนทูตได้ตอบเขาว่า “ฉันมิได้ถูกส่งมาเป็นผู้ที่ทำการสาบแช่ง หากแต่ฉันถูกส่งมาเช่นผู้ที่มีความเมตตา”
“และเรา (อัลลอฮฺ) มิได้ส่งเจ้า (ศาสนทูตมุหัมมัด) มาเพื่อการใด เว้นแต่เพื่อให้เป็นความเมตตาต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 21:107)
แบบอย่างการให้อภัย.....
ศาสน ทูตมุหัมมัดเป็นผู้ที่รักการใหัอภัยต่อผู้คน และเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาอย่างมาก หากมีใครกล่าวด่าทอท่าน ท่านก็จะให้อภัยเขา และหากแม้ว่ามีใครก็ตามแสดงความหยาบคายต่อท่านมากเพียงใด ท่านก็จะยิ่งมีความอดทนอดกลั้นต่อเขามากเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตาและรักการให้อภัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ท่านเองก็อยู่ในสถานะที่สูงและเหนือกว่าผู้คนทั้ง หลาย และมีอำนาจในการที่จะตอบโต้พวกเขาเหล่านั้นได้
ศาสนทูต มุหัมมัดให้อภัยต่อทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง แม้ว่าการทำร้ายหรือการละเมิดที่ท่านถูกกระทำจะยิ่งใหญ่ มากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมได้รับการให้อภัยจากท่านเสมอ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของการให้อภัยและความมีเมตตา ดังที่มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “จงยึดมั่นอยู่กับการให้อภัยเถิด (มุหัมมัด) และจงกระทำมันด้วยความเมตตา และจงผินหลังจากบรรดาผู้โง่เขลาทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 7:199)
“จงให้อภัยและมองข้ามมันเสีย หรือเจ้ามิปรารถนาให้อัลลอฮฺอภัยโทษแก่เจ้ากระนั้นหรือ? ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตายิ่ง” (อัลกุรอาน 24:22)
แบบอย่างความเสมอภาค.....
จากถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดต่อไปนี้ คือคำสอนที่ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นต่างมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในพระเนตรของอัลลอฮฺ “มวล มนุษย์ทุกคนกเกิดมาจากอดัม และอดัมนั้นเกิดจากดินโคลน ดังนั้นคนอาหรับย่อมมิได้ดีเหนือกว่าผู้ที่มิใช่อาหรับ และคนดำก็มิได้ดีเหนือกว่าคนขาว เว้นแต่ความดีงามเท่านั้น (ที่ทำให้เขาแตกต่างกัน)”
“พระผู้เป็นเจ้ามิได้ ตัดสินท่านอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ของท่านและทรัพย์สินของท่าน หากแต่พระองค์ทรงมองดูที่หัวใจของท่านและมองดูที่การกระทำของท่าน”
มีการรายงานด้วยว่า ครั้งหนึ่งสหายท่านหนึ่ง (ศอฮาบะฮฺ) ของศาสนทูตมุหัมมัดได้เรียกสหายอีกท่านหนึ่งด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเช่นว่า “ลูกของหญิงดำ!” เมื่อศาสนทูตได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงเกิดความโกรธเคือง และกล่าวต่อเขาว่า “ท่าน ประนามเขาเพราะความดำของมรรดาของเขา เช่นนั้นหรือ!?” เช่นนั้นท่านก็ยังคงมี “ความโง่เขลา” ที่ติดมาจากสมัยแห่งความงมงายในตัวท่านอยู่บ้าง”
“แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีคุณธรรมที่ดียิ่งในหมู่พวกท่าน” (อัลกุรอาน 49:13)
แบบอย่างความอดทน.....
“ท่านไม่ควรที่จะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายกับบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งชั่วร้ายต่อท่าน หากแต่ท่านควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาและการให้อภัย” นี่คือแนวปฏิบัติที่ศาสนทูตได้ใช้ต่อบรรดาผู้ที่รุกรานท่านและด่าทอท่าน
มีหลายเหตุการณ์ที่ศาสนทูตมุหัมมัดนั้นมีโอกาสที่จะทำการแก้แค้นบรรดาผู้ที่ทำ ร้ายท่าน หากแต่ท่าน ก็ออกห่างและหลีกเลี่ยงจากการกระทำเช่นนั้น
ท่านสอนให้เรามีความอดทนเมื่อต้องประสบกับความทุกข์ยาก “ผู้ ที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้คนด้วยพละกำลังของเขา หากแต่ว่าผู้ที่เข้มแข็งคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาเมื่ออยู่ในสภาวะ แห่งความโกรธ”
“การมีความอดทนอดกลั้น” ไม่ได้หมายความว่ามุสลิมที่ถูกกระทำจำต้องนิ่งเฉยและไม่ปกป้องตัวของเขาเองเมื่อถูกทำร้ายหรือโจมตี ศาสนทูตมุหัมมัดแจ้งไว้ว่า “จง อย่าปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู แต่เมื่อท่านพบ (เผชิญหน้า) เขา ท่านก็จงอดทนเถิด (หมายถึง ยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู)”
“ความดีและความชั่วนั้นหาเท่าเทียมกันไม่ จงขับไล่ความชั่วด้วยสิ่งที่ดีกว่า และเมื่อนั้นเจ้าและผู้ที่เจ้าเคยเป็นศัตรูกันย่อมกลายเป็นมิตรสนิทกัน” (อัลกุรอาน 41:34)
แบบอย่างความอ่อนโยน.....
สหาย ของศาสนทูตมุหัมมัดท่านหนึ่งที่ได้ให้การดูแลรับใช้ศาสนทูตเป็นระยะเวลา 10 ปี ได้เล่าว่าศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับเขาอยู่เสมอ โดยสหายท่านนั้นกล่าวว่า “เมื่อฉันกระทำสิ่งใด ท่าน (ศาสนทูต) ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันจึงทำสิ่งนั้น และเมื่อฉันไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันถึงไม่ทำสิ่งนั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเป็นกันเองอย่างมากที่สุดในหมู่ผู้คนทั้งหลาย”
ครั้งหนึ่งมีคนกล่าวหมิ่นประมาทศาสนทูตมุหัมมัด ภรรยาของท่านจึงแสดงการโต้ตอบด้วยความโกรธ ดังนั้นศาสนทูตมุหัมมัดจึงให้การตักเตือนนางว่า “จงมีความอ่อนโยนและสงบนิ่งเถิด โอ้ อาอิชะฮฺ อัลลอฮฺทรงรักความอ่อนโยนในทุกๆ การงาน” และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า “จง แสดงความอ่อนโยน เพราะเมื่อมีความอ่อนโยนในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีความสวยงาม เมื่อมันปราศจากซึ่งความอ่อนโยน สิ่งนั้นย่อมเต็มไปด้วยความบกพร่อง”
“เนื่องด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ เจ้า (มุหัมมัด) จึงเป็นผู้ที่มีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้คน และหากเจ้าเป็นผู้ที่มีความแข็งกร้าวและมีหัวใจแข็งกระด้างแล้ว พวกเขาย่อมแยกย้ายหนีไปจากเจ้า” (อัลกุรอาน 3:159)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างมุสลิมในอุดมคติ......
สิ่งที่โดดเด่นคือการดำเนินชีวิตของศาสนทูตมุหัมมัด แบบอย่างของความดีงามและความเมตตาของท่านที่ถูกกล่าวไว้ข้างต้น อาจสร้างความประหลาดใจต่อกลุ่มคนบางกลุ่มที่เคยได้รับข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับ อิสลามจากสื่อหรือการนำเสนอต่างๆ
มันจึงเป็นความสำคัญอย่าง ยิ่งเมื่อใครคนหนึ่งที่ต้องการมีความเข้าใจใน “ศาสนาอิสลาม” เขาควรที่จะศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งของมันโดยตรงนั่นคือ “อัลกุรอาน” และ “ถ้อยคำ การปฏิบัติของศาสนทูต มุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)” และไม่ควรที่จะตัดสิน “อิสลาม” จากการกระทำที่ไม่ดีของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามุสลิมเพียงไม่กี่คน
“แท้จริง เจ้า (มุหัมมัด) คือแบบอย่างที่ดีงาม” (อัลกุรอาน 68:4)
ความคิดเห็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม......
มหาตมะ คานธี ผู้นำทางด้านการเมืองและด้านจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวอินเดีย เคยกล่าวว่า “มัน คือความเรียบง่ายที่มีความเคร่งครัด มันคือความสมบูรณ์แห่งความเรียบง่ายของผู้เป็นศาสนทูต คือการรักษาคำมั่นสัญญาของเขาอย่างเคร่งครัด คือการอุทิศตนต่อสหายและผู้ติดตามของเขา คือความกล้าหาญของเขา คือความไม่เกรงกลัวของเขา คือความศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาและภารกิจของเขา และมันมิใช่เพราะมีดดาบ แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ ที่ช่วยทำให้พวกเขาผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายไปได้”
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ผู้เขียนบทละครชาวอังกฤษกล่าวว่า “โลกนี้ต้องการบุรุษที่มีจิตใจเช่นมุหัมมัดอย่างมาก, ผู้คนที่เคร่งครัดศาสนาในยุคกลาง อันเนื่องมาจากความโง่เขลาและความอคติทำให้พวกเขามองบุรุษท่านนี้ในแง่ลบ เช่นที่พวกเขาเชื่อว่า “มุหัมมัด” เป็นศัตรูของชาวคริสเตียน แต่หลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องราวของบุรุษท่านนี้ ผมพบว่ามันเป็นเรื่องราวทีน่าอัศจรรย์และน่าพิศวง และผมได้ค้นพบกับบทสรุปที่ว่า “มุหัมมัดไม่เคยเป็นศัตรูของชาวคริสเตียนเลย” และเราควรจะต้องเรียกเขาว่า “ผู้ช่วยชีวิตมวลมนุษย์” ด้วยซ้ำ ในความคิดเห็นของผม หากว่าเขา (มุหัมมัด) ได้รับอำนาจให้ควบคุมโลกใบนี้ในปัจจุบันนี้ เขาย่อมช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหลายของพวกเราและนำมาซึ่งความสันติและความสงบสุข ที่โลกใบนี้รอคอยมานาน”
“อัลลอฮฺทรง ให้สัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีงามทั้งหลายว่าสำหรับพวกเขานั้น จะได้รับซึ่ง “การอภัยโทษ” และ “รางวัลอันยิ่งใหญ่” (อัลกุรอาน 5:9)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)