วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนควรอ่าน

เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น … มิสค่ะ … ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องนะคะ โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูประจำชั้น ป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะจำได้ว่านัดหมายแค่คุณแม่ท่านเดียวเท่านั้นในวันนี้
เอ… ใครละเนี่ย จะมีเรื่องอะไรรึปล่าวนะ เมื่อมาถึงห้อง ครูสาวแทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากแต่รูสึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว
อย่างไรก็ตาม มิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรกเข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดหมาย โดยเก็บงำความแปลกใจไว้ หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จ จึงได้เชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง
… ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาบอกว่าอายพื่อนที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อ ว่า แม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์หรอ อะไรนี่นะคะ เลยไม่ได้มา น้ำเสียงคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ
มิสอุไรพร ขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม เมื่อได้ทราบความจริง ครูสาวตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องจัดการเรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่ หากปล่อยเรื่องนี้ไป… จะเป็นตราบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปภายหน้า ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนที่ล้อเพื่อนด้วย
ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพร จึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟัง เรื่องราวที่ว่านั้น ความดังนี้…
วันที่ 21 สิงหาคม 2536 หลังวันแม่ไม่กี่วัน… ครอบครัวหนึ่งเดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล ประกอบด้วย พ่อแม่และลูกชายอีกสามคน พวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคัดดินเล็ก ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ โดยมีคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน ส่วนคุณแม่เดินตามหลังกับลูกชายคนเล็ก
ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำซึ่งมีใบพัดเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม. คุณพ่อและลูกชายคนโตสองคนข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกคิดระวังถึงเหตุร้าย แต่แล้วลุกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก ถ้าเป็นพวกคุณ คุณจะทำอย่างไร …
มิส หยุดเรื่องไว้ เพื่อซักถาม มองหน้านักเรียนทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะลูกชายของคุณแม่ท่านนั้น
แต่นักเรียนรู้มั้ยว่า คุณแม่ท่านตัดสินใจอย่างไร คุณแม่ไม่ยอมเสียเวลาคิดอะไรเลยท่านรีบดึงตัวลูกเอาไว้ แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดไว้ก่อน…
ใบพัดหมุนแขนของคุณแม่เข้าไป … คนงานที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบปิดเครื่องแต่แรงเฉื่อยยังทำให้ใบพัดหมุนด้วยกำลังรง … แรงเสียจนกระชากแขนซ้านคุณแม่ ขาดสะบั้นลง !
คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันทีท้องร่องบริเวณนั้นแดงฉานไปด้วยเลือด … เลือดของแม่ …
ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก แต่ไม่ขาด ไม่ขาดเพราะ… เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน .. ไม่ขาด เพราะแม้ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มือขวาของแม่ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น … ไม่ยอมปล่อย …
คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกน เอะอะโวยวายของคนงาน พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช๊อกแทบสิ้นสติ … คุณพ่อรีบกระโจนพรวดเดียวถึงตัวแม่และลูกน้อย …
แต่… มันสายเกินไปแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ รีบพาทั้งสองส่งโรงพยาบาลทันที ผลการรักษา คุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนที่ขาดไป ส่วนลูกชายคนเล็ก ที่ขาหักต้องพักฟื้นนานราวสามเดือน จึงสามารถเดินได้ เป็นปกติ
มิสอุไรพร กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง แล้วถามว่า นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญไหมคะ เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียว เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ตามที่ครูเล่า
มิส มองหน้าลูกชายของคุณแม่แล้วบอกว่า … นักเรียนทราบไหมว่าคุณแม่ท่านนั้นเป็นคุณแนคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง ไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนั้น ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ… เด็กคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อน ๆ ทั้งห้อง “วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้าน มิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่า พวกเราชื่นชมและยกย่องท่านมาก ๆ”
มิสได้ทราบว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา ถ้ามี เราลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ
มีนักเรียน 3-4 คน ยืนขึ้น ใบหน้าของแต่ละคนรู้สึกสำนึกผิด แล้วมิสก็ถามว่า ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงมีอะไรอยากจะพูดกับเพื่อนใช่มั๊ยคะ
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอ แล้วกล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ ครูสาวน้ำตาคลอเบ้า ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มใจ
ใครเล่า … จะเข้าใจความเจ็บช้ำ ขมขื่นในหัวใจเล็ก ๆ ของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กไม่ทันคิด
หากบัดนี้ … ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อน ๆ ได้สลายปมด้อยในใจของเขาไปจนสิ้น เหลือเพียงความรักและความภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น
เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสได้เรียกลูกชายคุณแม่ เข้าไปคุยอีกครั้ง “วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่ม้ยคะ” เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นว่า ….
“ผม… ผม จะไปขอโทษคุณแม่ แล้ว… บอกคุณแม่ว่า ผมรักคุณแม่มากที่สุดในโลกเลยครับ”

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เปิดผนึกจม.นักศึกษาถึง รมว.กลาโหม รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พงษ์พิพัฒน์ จินดาศรี : รายงาน
"ไปเที่ยวชายแดนใต้กันไหม"คงเป็นประโยคคำถาม ที่เชื่อว่าคงอีกนานแสนนานกว่าจะได้ยินหลุดออกจากปากใครสักคนในเวลานี้
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อย่างเช่นป่า "บาลาฮาลา"หรือ "ฮาลาบาลา"ซึ่งกินพื้นที่ จ.ยะลา และนราธิวาส ยังคงความเขียวขจี มีผืนป่าซึ่งประกอบไปด้วยไม้ใหญ่ยืนต้นจำนวนมาก และไม่ถูกนายทุนบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเหมือนเช่นพื้นที่อื่น รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมายที่รอวันให้ผู้คนได้เข้าไปพิสูจน์ความงดงาม
อาจพูดได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการไล่ฆ่าเด็ดหัวชาวบ้าน วางระเบิดเจ้าหน้าที่รัฐรายวันนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคงความสมบูรณ์ไว้ได้
แต่คงไม่คุ้มค่ากับชีวิตผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องสังเวยให้กับความแตกแยกทางความคิด หรืออุดมการณ์ในพื้นที่ด้ามขวานแห่งนี้ โดยนับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2547 มาจนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น มากกว่า 4 พันศพหน่วยงานอย่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมารองรับภารกิจหลัก คือ การระดมส่วนราชการและหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจมาดำเนินการพัฒนา และแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างบูรณาการ ร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองตอบนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาศัยระบบการประสานแผนเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อแปรนโยบายสู่การปฏิบัติ
ในขณะที่ปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบ คือ กองกำลังทหารลงไปประจำการดูแลความสงบเรียบร้อย ประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศชต. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เอกภาพในการทำงานดับไฟใต้
แต่จนถึง ณ ห้วงเวลานี้ ต้องยอมรับว่าเป้าหมายที่ภาครัฐคาดหวังไว้ ยังดูลางเลือน!
เหตุร้ายรายวันที่เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ พรศักดิ์มองว่าสิ่งเหล่านี้สร้าง
ความบอบช้ำให้ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือมุสลิม ล้วนเป็นคนไทยเหมือนกันเขาจึงเริ่มมีส่วนร่วมกับโครงการต่าง ๆ ที่จะเป็นฟันเฟืองช่วยเหลือให้เกิดความสงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนขึ้นมาได้
ในช่วงเดือน ก.ค. 2551 พรศักดิ์ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ "รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน" ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างนักเรียนนายร้อย จปร. กับนิสิต นักศึกษามุสลิมจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งโครงการดังกล่าวเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนวิถีไทยพุทธ-มุสลิม เปิดโลกทัศน์ทั้ง2 ฝ่าย ให้เรียนรู้และเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งกันและกันเพราะวันหนึ่ง นักศึกษามุสลิมเหล่านี้ย่อมกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ขณะที่บรรดานายร้อย จปร. เมื่อได้ประดับยศติดดาวเข้ารับราชการแล้ว จะต้องลงไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกัน
แต่เมื่อโครงการนี้ผ่านไป และทำท่าจะเงียบหาย พรศักดิ์ ตัดสินใจเขียนจดหมายระบายความอัดอั้นไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า
ด้วยความปรารถนาและมุ่งมั่นที่จะเห็นสันติสุข ที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยการนำความรักความจริงใจ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างนักเรียนนายร้อย จปร. และนิสิตนักศึกษามุสลิมจากชายแดนภาคใต้ ที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ได้มีโอกาสเรียนรู้วิถีของกันและกันรวมทั้งใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนมุสลิมเพื่อให้ได้รับทราบ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน
ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าถึงและเข้าใจ แม้จะต่างศาสนา แต่ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกแต่อย่างใดเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เสริมความรัก และสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ การร่วมกันรังสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในพื้นที่และประเทศชาติ และเพื่อให้นักเรียนนายร้อยและนิสิตนักศึกษามุสลิม ที่เข้าร่วมโครงการ มีแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ภายหลังสำเร็จการศึกษา ได้เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของ วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่ หลากหลายของ แต่ละกลุ่มชน อันจะก่อให้ เกิดความร่วม แรงร่วมใจ พัฒนาประเทศชาติร่วมกัน "จึงอยากที่จะให้มีการจัดโครงการขึ้นอีก แต่ไม่รู้จะบอกใครจึงเขียนมาที่ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ที่จะจัดสนับสนุน"

และเป็นที่น่าปลาบปลื้ม เมื่อจดหมายจากนักศึกษาหนุ่มคนนี้ ผ่านการพิจารณาของรมว.กลาโหม ซึ่งได้อนุมัติงบประมาณในการสานต่อโครงการ "รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน"ในรุ่นที่ 2 ซึ่งมีเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเช่นกัน และในวันที่ 23-27 ก.ค.นี้จะมีการจัดโครงการอบรมดังกล่าวในรุ่นที่ 3 มีผู้รับผิดชอบ คือ กองทัพบก โดยกรมกิจการพลเรือนทหารบก และโรงเรียนนายร้อย จปร.ร่วมกับฝ่ายกิจการสตรี เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
มีกลุ่มเป้าหมาย 100 คน คือนักเรียนนายร้อย จปร.ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ และนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและนิสิตนักศึกษามุสลิม จากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับชั้นปีที่ 3-4 กลุ่มละ 50 คนโดยทั้งหมดจะจับคู่เป็นบัดดี้ทำกิจกรรมร่วมกันที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจ.นครนายก สถานพักฟื้นตากอากาศเฉลิมพระเกียรติบางปู จ.สมุทรปราการ และหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จ.ชลบุรี
เมธาวิน สาระยานอายุ 26 ปีอาจารย์สาขาการประชาสัมพันธ์ เกริกวิทยาลัยหนึ่งในคณะทำงาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกันขึ้นมาส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คำว่า "โจรใต้"ที่สื่อมักจะใช้เรียกย่อเพื่อความสะดวก แต่คนในพื้นที่ชายแดนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่สงบอาจคิดว่าพวกเขาถูกเหมารวมหรือ กรณีบางจุด บางพื้นที่ที่ชุมชนปกครองกันด้วยหลักศาสนา อย่ามองว่าแตกแยก อย่าเหมาว่าคนที่เคร่งครัดตามหลักศาสนาเป็นคนไม่ดีซึ่งโครงการนี้ จะทำให้นายร้อย จปร. และนักศึกษามุสลิม เรียนรู้ในแต่ละบริบทของกันและกัน
"ถ้าทุกฝ่ายเข้าใจและทำอย่างจริงจังน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ดีขึ้น โดยขอให้ทุกฝ่ายน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์เชื่อว่าอีกไม่นานปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จะคลี่คลายลงได้" เมธาวิน กล่าว.

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ศาสนาอิสลามต่อต้านโหราศาสตร์

โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ไม่ได้ตั้งบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ศาสนาอิสลามจึงต่อต้านโหราศาสตร์อย่างรุนแรง และถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ เพราะเป็นศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความงมงาย เป็นการเดาสุ่ม และเป็นการเชื่่อว่าดาวดวงมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ อันเป็นการขัดแย้งกับอิสลามอย่างรุนแรง เพราะผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างแท้จริงคืออัลลอหฺเท่านั้น นบีมุฮัมมัดกล่าวว่า "โหรโกหกแม้ว่าจะทำนายถูกต้องก็ตาม" และท่านยังกล่าวอีกว่า "ผู้ใดมาหาโหร และเชื่อการทำนายทายทักของเขา ก็เท่ากับว่าได้ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกนำลงมาแก่มุฮัมมัด" ท่านยังกล่าวอีกว่า "โหรโกหก แม้จะทำนายถูกต้อง"

โหราศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ไม่มีผู้มีอิทธิพลต่อมนุษย์นอกจากอัลลอหฺ การถือว่าสิ่งอื่นใดมีอำนาจในการบริหาร ก็เท่ากับเป็นการตั้งภาคี

พวกเขาทำนายทายทักด้วยคำพูดที่กำกวม ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อเอาไปใช้กับเหยื่อของตน เช่นพูดว่า "คุณจะมีปัญหาเงิน ๆ ทอง ๆ" ซึ่งคนรวยก็มีปัญหากับเงินทอง คนจนก็เหมือนกัน หมอดูทำนายอนาคตที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ไม่มีผู้ใดรู้อนาคตนอกเหนือจากอัลลอหฺ หมอดูเองก็ไม่ได้รู้ แต่ทำนายทายทักเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า เกือบทุกครั้งหมอดูจะทำนายว่า มีเคราะห์ แล้วก็จะช่วยสะเดาะเคราะห์ให้ โดยคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม เคราะห์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หมอดูรู้ได้อย่างไร? ในเมื่อเคราะห์ยังไม่ได้ปรากฏ หมอดูไปผลักดันเคราะห์ให้หมดไปอย่างไร?