เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พงษ์พิพัฒน์ จินดาศรี : รายงาน
"ไปเที่ยวชายแดนใต้กันไหม"คงเป็นประโยคคำถาม ที่เชื่อว่าคงอีกนานแสนนานกว่าจะได้ยินหลุดออกจากปากใครสักคนในเวลานี้
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อย่างเช่นป่า "บาลาฮาลา"หรือ "ฮาลาบาลา"ซึ่งกินพื้นที่ จ.ยะลา และนราธิวาส ยังคงความเขียวขจี มีผืนป่าซึ่งประกอบไปด้วยไม้ใหญ่ยืนต้นจำนวนมาก และไม่ถูกนายทุนบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเหมือนเช่นพื้นที่อื่น รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมายที่รอวันให้ผู้คนได้เข้าไปพิสูจน์ความงดงาม
อาจพูดได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการไล่ฆ่าเด็ดหัวชาวบ้าน วางระเบิดเจ้าหน้าที่รัฐรายวันนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคงความสมบูรณ์ไว้ได้
แต่คงไม่คุ้มค่ากับชีวิตผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องสังเวยให้กับความแตกแยกทางความคิด หรืออุดมการณ์ในพื้นที่ด้ามขวานแห่งนี้ โดยนับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2547 มาจนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น มากกว่า 4 พันศพหน่วยงานอย่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมารองรับภารกิจหลัก คือ การระดมส่วนราชการและหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจมาดำเนินการพัฒนา และแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างบูรณาการ ร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองตอบนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาศัยระบบการประสานแผนเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อแปรนโยบายสู่การปฏิบัติ
ในขณะที่ปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบ คือ กองกำลังทหารลงไปประจำการดูแลความสงบเรียบร้อย ประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศชต. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เอกภาพในการทำงานดับไฟใต้
แต่จนถึง ณ ห้วงเวลานี้ ต้องยอมรับว่าเป้าหมายที่ภาครัฐคาดหวังไว้ ยังดูลางเลือน!
เหตุร้ายรายวันที่เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ พรศักดิ์มองว่าสิ่งเหล่านี้สร้าง
ความบอบช้ำให้ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือมุสลิม ล้วนเป็นคนไทยเหมือนกันเขาจึงเริ่มมีส่วนร่วมกับโครงการต่าง ๆ ที่จะเป็นฟันเฟืองช่วยเหลือให้เกิดความสงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนขึ้นมาได้
ในช่วงเดือน ก.ค. 2551 พรศักดิ์ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ "รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน" ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างนักเรียนนายร้อย จปร. กับนิสิต นักศึกษามุสลิมจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งโครงการดังกล่าวเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนวิถีไทยพุทธ-มุสลิม เปิดโลกทัศน์ทั้ง2 ฝ่าย ให้เรียนรู้และเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งกันและกันเพราะวันหนึ่ง นักศึกษามุสลิมเหล่านี้ย่อมกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ขณะที่บรรดานายร้อย จปร. เมื่อได้ประดับยศติดดาวเข้ารับราชการแล้ว จะต้องลงไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกัน
แต่เมื่อโครงการนี้ผ่านไป และทำท่าจะเงียบหาย พรศักดิ์ ตัดสินใจเขียนจดหมายระบายความอัดอั้นไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า
ด้วยความปรารถนาและมุ่งมั่นที่จะเห็นสันติสุข ที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยการนำความรักความจริงใจ วิถีชีวิตวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างนักเรียนนายร้อย จปร. และนิสิตนักศึกษามุสลิมจากชายแดนภาคใต้ ที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ได้มีโอกาสเรียนรู้วิถีของกันและกันรวมทั้งใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนมุสลิมเพื่อให้ได้รับทราบ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน
ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าถึงและเข้าใจ แม้จะต่างศาสนา แต่ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกแต่อย่างใดเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เสริมความรัก และสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ การร่วมกันรังสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในพื้นที่และประเทศชาติ และเพื่อให้นักเรียนนายร้อยและนิสิตนักศึกษามุสลิม ที่เข้าร่วมโครงการ มีแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ภายหลังสำเร็จการศึกษา ได้เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของ วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่ หลากหลายของ แต่ละกลุ่มชน อันจะก่อให้ เกิดความร่วม แรงร่วมใจ พัฒนาประเทศชาติร่วมกัน "จึงอยากที่จะให้มีการจัดโครงการขึ้นอีก แต่ไม่รู้จะบอกใครจึงเขียนมาที่ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ที่จะจัดสนับสนุน"
และเป็นที่น่าปลาบปลื้ม เมื่อจดหมายจากนักศึกษาหนุ่มคนนี้ ผ่านการพิจารณาของรมว.กลาโหม ซึ่งได้อนุมัติงบประมาณในการสานต่อโครงการ "รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน"ในรุ่นที่ 2 ซึ่งมีเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเช่นกัน และในวันที่ 23-27 ก.ค.นี้จะมีการจัดโครงการอบรมดังกล่าวในรุ่นที่ 3 มีผู้รับผิดชอบ คือ กองทัพบก โดยกรมกิจการพลเรือนทหารบก และโรงเรียนนายร้อย จปร.ร่วมกับฝ่ายกิจการสตรี เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
มีกลุ่มเป้าหมาย 100 คน คือนักเรียนนายร้อย จปร.ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ และนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและนิสิตนักศึกษามุสลิม จากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับชั้นปีที่ 3-4 กลุ่มละ 50 คนโดยทั้งหมดจะจับคู่เป็นบัดดี้ทำกิจกรรมร่วมกันที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจ.นครนายก สถานพักฟื้นตากอากาศเฉลิมพระเกียรติบางปู จ.สมุทรปราการ และหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จ.ชลบุรี
เมธาวิน สาระยานอายุ 26 ปีอาจารย์สาขาการประชาสัมพันธ์ เกริกวิทยาลัยหนึ่งในคณะทำงาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความเข้าอกเข้าใจกันขึ้นมาส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คำว่า "โจรใต้"ที่สื่อมักจะใช้เรียกย่อเพื่อความสะดวก แต่คนในพื้นที่ชายแดนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่สงบอาจคิดว่าพวกเขาถูกเหมารวมหรือ กรณีบางจุด บางพื้นที่ที่ชุมชนปกครองกันด้วยหลักศาสนา อย่ามองว่าแตกแยก อย่าเหมาว่าคนที่เคร่งครัดตามหลักศาสนาเป็นคนไม่ดีซึ่งโครงการนี้ จะทำให้นายร้อย จปร. และนักศึกษามุสลิม เรียนรู้ในแต่ละบริบทของกันและกัน
"ถ้าทุกฝ่ายเข้าใจและทำอย่างจริงจังน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ดีขึ้น โดยขอให้ทุกฝ่ายน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์เชื่อว่าอีกไม่นานปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จะคลี่คลายลงได้" เมธาวิน กล่าว.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น