วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555
ก็สามารถหยิบเอาไปใช้ได้สบายๆเลยละ
ก็สามารถหยิบเอาไปใช้ได้สบายๆเลยละ
ฉันรักคุณคนเดียว
I love only you.
ฉันจะจะรักคุณตลอดไป
I’ll love your forever.
รักคุณจริงๆ
I really love you.
รักคุณหมดหัวใจ
I love you with all my heart.
ฉันคิดถึงคุณ
I miss you.
ฉันชอบคุณ
I like you.
ฉันต้องการคุณ
I want you. / I need you.
เป็นแฟนฉันได้ไหม
Will you be my girlfriend/boyfriend?
ฉันอยยากอยู่กับคุณ
I want (to be / to live) with you.
ทำไมคุณถึงรักฉันละ
Why (how) do you love you?
ฉันจริงใจกับคุณนะ
I am honest.
ฉันอยากให้เราดูแลซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต
I want us to take care of each other forever.
คุณจริงใจกับฉันไหม
Are you being sincere? / Are you being truthful?
คุณคือความสุขของฉัน
You are my happiness and joy.
คุณเป็นรักแรกของฉัน
You are my first love.
ถึงคุณไม่ใช่คนแรก แต่คุณคือคนสุดท้านของฉัน
Even though you are not my first, you are my real last love.
คุณคือคนที่ฉันรอคอยมาทั้งชีวิต
You’re the one that I have been waiting for all my life.
ฉันอยากให้คุณอยู่กับฉันอย่างนี้ตลอดไป
I want you to be with me like this forever.
คุณคือคนในฝันของฉัน
You‘re my dream come true.
ฉันไม่เคยรักใครมากเท่าคุณมาก่อนเลย
I never love anyone as much as I love you.
คุณขโมยหัวใจของฉันไป
You’ve stolen my heart.
คุณคือสิ่งที่มีค่าสำหรับฉัน
You’re my most precious.
ฉันรอที่จะพบคุณมาตลอด
I have been waiting for you all my life.
ฉันไม่สามารถมีชีวิตได้ถ้าขาดคุณ
I can’t live without you.
รอยยิ้มของคุณมอบแสงสว่างให้กับฉัน
Your smile lightens my life.
คุณคือเทพบุตร / นางฟ้าในใจฉัน
You are my angel. / Goddess in my heart (my soul).
ความรักของฉันไม่เห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ
My love is not visible but you can feel it in your heart.
ฉันอยากอยู่กับคุณตลอดไป
I want to be with you forever.
ฉันชอบ/รักคุณตั้งแต่แรกห็น
I like/love you at first sight.
ฉันรักเธอเพราะเธอเป็นเธอ
I love you because it’s you.
ฉันรักตัวตนที่แท้จริงของเธอ
I love the real you.
ฉันต้องการใช้ชีวิตร่วมกับคุณ
I want to spend my life with you.
คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับฉัน
You’re the best friend I’ve ever had.
คุณทำให้ชีวิตฉันสมบูรณ์แบบ
You have made my life complete.
ตอนที่ฉันเจอคุณครั้งแรก ฉันก็ลืมหายใจไปเลย
When I met you for the first time, I forgot to breathe.
คิดถึงคุณจังแม้ไม่ได้เจอกันเลย
I miss you so much event though we didn’t see each other.
ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงคุณ
Not a single moment that I don’t think of you.
คุณทำให้โลกของฉันสดใส
You brighten my world. / You brighten my day.
คุณคือแสงสว่างในชีวิตฉัน
You are the light shining on me.
ฉันอยากใช้เวลาทุกๆวินาทีร่วมกับคุณ
I want to speed every second with you.
ฉันคิดถึงคุณทุกลมหายใจเข้าออก
I’m thinking of you in every breath I take.
คิดถึงใจจะขาด
I miss you like crazy.
คุณทำให้ชีวิตฉันทีความหมาย
You make my life mean something.
ฉันรู้สึกมีค่ามากเมื่อรู้จักกับคุณ
My life means something since I found you.
คุณทำให้ฉันหวั่นไหว
You make me tremble.
แววตาของคุณแทบจะหลอมละลายฉันได้แล้ว
When you look at me, I feel like I’m melted.
ฉันแทบละลายด้วยรอยยิ้มของคุณ
You’re melting m with your smile.
ฉันหวั่นไหวไปกับสายตาของคุณ
I’m vulnerable when you look (stare) at me.
คุณขังฉันไว้ในหัวใจของคุณ
You locked me in your heart.
คุณมีค่าสำหรับฉันเสมอ
You mean something to me.
นาฬิกาเดินเร็วเหลือเกินเวลาที่ฉันอยู่กับเธอ
Time goes so fast when I’m with you.
มีที่ว่างในหัวใจของคุณสำหรับฉันบ้างไหม
Is there any room left for me in your heart.
ฉันมีความสุขเมื่อได้อยู่กับคุณ
I’m happy just to be with you.
เป็นแฟนฉันได้ไหม
Would you be my girlfriend/boyfriend?
ฉันมีที่ว่างในหัวใจคุณเสมอ
My heart always has a room for you.
ฉันจะซื่อสัตย์ต่อคุณคนเดียว
I’ll always be true and honest to you.
ไม่มีอะไรมาแยกจากเราได้
Noting will keep us apart.
ฉันรู้สึกดีมาก
I feel good. / I feel nice.
เธอหายใจออกมาเถอะ ฉันจะหายใจเข้าไปเอง
I will breathe the same air that you breathe.
ประวัติศาสตร์ 5 ครั้ง ต่อความพยายามในการลอบโขมยเรือนร่าง
ประวัติศาสตร์ 5 ครั้ง ต่อความพยายามในการลอบโขมยเรือนร่าง
ของท่านศาสดา (ซ.ล.)
โดย al-azhary
จาก กระดานเสวนานักศึกษาอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญามะอะฮ์
ความพยายามครั้งแรก ในสมัยของ อัลหากิม บิอัมริลลาฮ์ อัลอุบัยดีย์ โดยเขาพยายาม
ชี้แนะให้พวกนอกศาสนาบางคน ให้นำเรือนร่างของท่านนบี (ซ.ล) มายังอียิปต์ เพื่อดึงดูดให้
บรรดาผู้คนทั้งหลายมายังอียิปต์แทนจากนครมะดีนะฮ์ แต่ชาวนครมะดีนะฮ์ได้ทำการรบกับ
พวกเขาและในวันต่อมาอัลเลาะฮ์ได้ส่งลมพายุ มาที่นครมะดีนะฮ์จนแผ่นดินเกือบสั่นสะเทือน
ซึ่งมายับยั้งแผนการณ์ของพวกละเมิดเหล่านั้น
ความพยายามครั้งที่สอง ในสมัยของ อัลหากิม บิอัมริลลาห์เช่นเดียวกัน โดยเขาได้
ส่งสารไปยังผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ กับมัสยิดมะดีนะฮ ให้ทำการขุดอุโมงค์จากภายในบ้านที่อยู่อาศัย
ไปยังสุสานของท่านนบี ( ซ.ล.) แต่ชาวมะดีนะฮ์เกิดได้ยินเสียงป่าวประกาศในท่ามกลาง
พวกเขาว่า นบีของพวกท่านกำลังถูกขุด แล้วบรรดาผู้คนก็ทำการสำรวจ และได้พบเจอกับ
พวกเขาเหล่านั้น ชาวมะดีนะฮ์จึงได้ทำการสังหารพวกเขา
*** สมควรกล่าวในที่นี้ คือ อัลหากิม บิอัมริลลาห์ บิน อุบัยอิลลาห์นั้น เป็นผู้ที่อ้างตน
ว่าเป็นพระเจ้าในปี ฮ.ศ. ที่ 408
ความพยายามครั้งที่สาม กษัตริย์ นูรุดดีน มะหฺมูด ซังกีย์ นั้น ได้ฝันเห็นท่านนบี (ซ.ล.)
ในคืนหนึ่ง ถึงสามครั้งด้วยกัน โดยทุกๆ ครั้งท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวแก่เขาว่า "โอ้ มะหฺมูด
ท่านจงกอบกู้ฉัน จากบุคคลสองคนนี้ด้วย" นั่นคือ ชายสองคนนี้มีผิวอมแดง ดังนั้น ท่านนูรุดดีน
มะหฺมูด ซังกีย์ ได้เรียกรัฐมนตรีมาพบก่อนเวลาซุบหฺ แล้วก็บอกเรื่องความฝันกับเขา รัฐมนตรี
ท่านนั้นได้กล่าวแก่ ท่าน นูรุดดีน มะหูมูด ซังกีย์ ว่า เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นที่เมือง
มะดีนะฮ์ของท่านนบี (ซ.ล.) ซึ่งไม่มีผู้ใดอีกแล้ว (ที่จะช่วยเหลือได้) นอกจากท่าน ดังนั้น
ท่านนูรุดดีน ซังกีย์ จึงเตรียมการเดินทางอย่างเร็ว ด้วยอูฐ 1000 ตัว และติดตามด้วยม้า
และอื่นๆ จนกระทั้งถึงเมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่มีผู้ใดรู้ตัว ดังนั้น ท่านนูรุดดีน จึงขอให้บรรดาผู้คน
ทั้งหมดร่วมกันบริจาคทาน โดยไม่มีผู้ใดคงเหลืออยู่เลยที่เมืองมะดีนะฮ์ นอกจาก
ชายสองคนที่คล้ายกับคนมาจากสเปน (อันดะลูส) ซึ่งได้อาศัยอยู่ในด้านหนึ่งของห้อง
ท่านนบี (ซ.ล.) ที่อยู่นอกมัสยิด ซึ่งอยู่ ณ ที่พำนักของวงค์วานท่านอุมัร อิบนุ ค๊อฏฏ็อบ ( ร.ฎ.)
ชายสองคนกล่าวว่า เราได้มาถึงที่นี้ เพื่อทำการเคลื่อนย้ายท่านนบี (ซ.ล.) ออกจากห้อง
ที่มีเกียตรินี้ ท่านนูรุดดีน ซังกีย์ จึงพบว่า ทั้งสองได้ทำการขุดเจาะเป็นอุโมงค์ใต้ดิน จากด้านใต้
ของกำแพงมัสยิดด้านหน้า โดยทั้งสองเอาดินไปถมบ่อที่บ้านที่เขาทั้งสองอาศัยอยู่ ดังนั้น
ท่านนูรุดดีน ซังกีย์ จึงสั่งให้ประหารชายทั้งสอง
ความพยายามครั้งที่สี่ กลุ่มหนึ่งจากพวกนะซอรอได้ขโมยและปล้นสดมภ์กลาง
คาราวานผู้เดินทางไปทำฮัจญฺ และพวกเขาตั้งใจว่าจะทำการขุดสุสานของท่านนบี (ซ.ล.)
โดยได้ประกาศความตั้งใจของพวกเขาอย่างเปิดเผย พวกเขาจึงเดินทางทะเลโดยมุ่งไปยัง
นครมะดีนะฮ์ แต่อัลเลาะฮ์ทรงปกป้องการล่วงละเมิดของพวกเขา โดยให้มีกองกำลังทาง
ทะเลจากอียิปต์ และอะเล็กซันเดรีย (จังหวัดของอียิปต์ในปัจจุบัน) ทำการติดตามและจับตัว
พวกเขาทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่แบบหลบซ่อน และแยกย้ายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของ
บรรดามุสลิมีน
ความพยายามครั้งที่ห้า คือ ตั้งใจจะทำการขุดสุสานของท่านอบูบักร (ร.ฏ.)และ สุสานของ
ท่านอุมัร (ร.ฏ.) ซึ่งดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 7 ฮ.ศ. นั่นคือ มีชาย 40 คน
จะทำการขุดสุสานในยามค่ำคืน แต่ทว่าแผ่นดินได้เกิดแยก ออกและทำการสูบพวกเขาทั้งหมด
แหล่งข้อมูล หนังสือ ตารีค อัลมัสยิด อัลนะบะวีย์ อัชชะรีฟ ตีความพิมพ์ครั้งที่ 4 ปี 2000 ค.ศ. - 1420 ฮ.ศ.
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
ดะวะห์ ออนไลน์
بسم الله الرحمن الرحيم
"ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
มาดูกันสิว่า พวกเราจะมีส่วนอะไรบ้างในการตักเตือนพวกเขา ให้กลับมาสู่แนวทางที่แท้จริง ให้พวกเขาได้ตื่นมาจากดุนยาอันหลอกลวง มาดูกันสิว่า การด๊ะวะห์ผ่านเฟสจะมีผลทำให้ผู้ที่มิใช่มุสลิม มีความสนใจในมุสลิมหรือไม่ ผู้ที่เป็นมุสลิมอยู่แล้ว ได้กลับตัวมาเป็นมุสลิมผู้ศรัทธาหรือไม่ แม้ว่าทั้งการตักเตือนและการด๊ะวะห์ในเฟสอาจจะไม่ดีเท่าการทำผ่านในโลกที่สา มารถสัมพัสได้ แต่ถ้าหากพวกท่านยังไม่เคยทำกัน ก็จงดูเหล่ามุสลิมผู้มีความศรัทธา ที่ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ก็ไม่เคยเลยที่จะละเว้นการตักเตือนและการด๊ะวะห์เพื่ออัลลอฮฺ ซ.บ. ถึงแม้อาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนดังเฟสในประเทศอียิปต์
แต่อย่างน้อยพวก เราก็มีส่วนที่คอยสร้างและป้องกันการใช้เฟสที่สร้างโดยชาวยิว เพื่อมิใช่เหล่าพี่น้องของพวกเราได้ใช้มัน ได้ถูกมันใช้ให้อยู่ในแนวทางที่ยิวต้องการ
แต่เรา พวกเราจะใช้เฟสนี้ในทิศทางที่กลับกัน เราจะใช้มันเพื่อแสวงหาเหล่าบรรดาผู้ที่หลงผิด ผู้ที่หลงลืม ให้กลับมา กลับมาสู่สัจธรรม
“ ดังนั้น เพื่อการนี้แหละเจ้าจงเรียกร้องเชิญชวนและดำรงมั่นอยู่ในแนวทางที่เที่ยงธรรมดังที่เจ้าได้รับบัญชา และอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของพวกเขา และจงกล่าวว่าฉันได้ศรัทธาสิ่งที่มีอยู่ในคัมภีร์ตามที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา และฉันได้รับบัญชาให้ตัดสินระหว่างพวกท่านด้วยความเที่ยงธรรม อัลลอฮ์คือพระเจ้าของฉันและพระเจ้าของพวกท่าน(การตอบแทน)การงานของฉันก็ ได้แก่ฉัน (การตอบแทน)การงานของพวกท่านก็จะได้แก่พวกท่าน ไม่มีการโต้แย้งใดๆระหว่างพวกเรากับพวกท่าน อัลลอฮ์จะทรงรวบรวมพวกเราทั้งหมด และยังพระองค์คือการกลับไป ”
(Al-Quran 42:15)
“คัมภีร์(อัล กุรอาน) เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจ พิจารณาอายะต่างๆ ของอัลกุรอาน และเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ ”
(Al-Quran 38:29)
“อัลกุรอานนี้เป็นแสงสว่างแก่มวลมนุษย์ และเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และความเมตตาแก่หมู่ชนที่มีความเชื่อมั่น”
(Al-Quran 45:20)
“ ไม่มีการบังคับใดๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม แน่นอน ความถูกต้องได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัฏ-ฏอมูต (ชัยฎอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แล้วแน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใดๆเกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์ นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ ”
(Al-Quran 2:256)
“พวกเขาไม่พิจารณาดูอูฐดอกหรือว่า มันถูกบังเกิดมาอย่างไร และ (ไม่พิจารณาดู) ท้องฟ้าบ้างหรือว่า มันถูกยกให้สูงขึ้นอย่างไร และ (ไม่พิจารณา) ภูเขาบ้างว่าหรือว่า มันถูกปักตั้งไว้อย่างไร และ (ไม่พิจารณาดู) แผ่นดินบ้างหรือว่า มันถูกแผ่ลาดไว้อย่างไร”
(Al-Ghaashiya 88:'17-20')
“ด้วย การหยิ่งยะโสในแผ่นดิน และการวางแผนชั่ว แต่แผนชั่วนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใด นอกจากเจ้าของของมันเท่านั้น พวกเขาจะคอยอะไรอีกเล่า นอกจากแนวทางของบรรพชน ดังนั้น เจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของอัลลอฮฺ และเจ้าจะไม่พบการบิดเบือนในแนวทางของอัลลอฮฺแต่ประการใด”
(Faatir 35:43)
“มนุษย์ คิดหรือว่า พวกเขาจะถูกทอดทิ้งเพียงแต่พวกเขากล่าวว่า เราได้ศรัทธา และพวกเขาจะไม่ถูกทดสอบกระนั้นหรือ และโดยแน่นอน เราได้ทดสอบบรรดาก่อนหน้าพวกเขาแล้ว ดังนั้น อัลลอฮ์จะทรงจำแนกบรรดาผู้สัตย์จริง และจะทรงจำแนกให้รู้แจ้งถึงบรรดาผู้กล่าวเท็จ”
(Al-Ankaboot 29:'2-3')
“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเตาบัตต่ออัลลอฮฺด้วยการเตาบัตที่จริงจัง เผื่อว่าอัลลอฮฺจะทรงลบล้างความผิดของพวกเจ้า และนำพวกเจ้าเข้าสู่สวรรค์ซึ่งมีสายน้ำไหลผ่านอยู่เบื้องล่างของมัน”
(At-Tahrim 66: 8)
"แท้จริง ไม่มีผู้ใดสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮฺ นอกจากหมู่ชนผู้ปฏิเสธ
เท่านั้น"
(Yusuf 12:87)
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
ใครคือ “มุหัมมัด” ?
ใครคือ “มุหัมมัด” ?
มุสลิม เชื่อว่า “มุหัมมัด” (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) คือ “ศาสนทูตคนสุดท้าย” ในบรรดาศาสนทูตทั้งหลายที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้เพื่อการเรียกร้องผู้คนสู่การ เชื่อฟังและการเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว (หรือ “อัลลอฮฺ” ในภาษาอารบิก) บรรดาศาสนทูตเหล่านั้นยังรวมไปถึง “อดัม” “โนอาห์” “อับราฮัม” “อิสมาอีล” “ไอแซค” “จาค็อบ” “โยเซฟ” “โมเสส” “เดวิด” “โซโลมอน” และ “จีซัส (เยซู)” (ขอความสันติสุขจงมีแด่บรรดาศาสนทูตทั้งหลายด้วยเถิด)
เช่น เดียวกับ “โมเสส” (หรือ “มูซา”) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์โตราห์” (หรือ “เตาร็อต” ฉบับดั้งเดิม ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขซึ่งถูกส่งมายังโมเสส) และ “จีซัส” (เยซู) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์ไบเบิ้ล” (คัมภีร์ต้นฉบับ ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่ฉบับปัจจุบันที่ใช้กัน) มุสลิมเชื่อว่าศาสนทูตมุหัมมัดถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์อัลกุรอาน” เพื่อเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน
มีคนเคยขอให้ภรรยาของศาสนทูตมุหัมมัด หรือ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ” บรรยายคุณลักษณะของศาสนทูตต่อพวกเขา และนางได้บรรยายไว้ว่า ศาสนทูตมุหัมมัดเปรียบเสมือน “อัลกุรอานเดินได้” ซึ่งหมายถึงท่านได้นำคำสอนในอัลกุรอานมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของท่าน และจากนี้เราขอนำเสนอแบบอย่างที่ศาสนทูตมุหัมมัดได้ปฏิบัติตามคำสอนใน คัมภีร์อัลกุรอานแก่ท่านทั้งหลาย
“แท้จริงแล้ว ในศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺนั้นมีแบบอย่างที่ดีงามยิ่งในการปฏิบัติตาม สำหรับผู้ใดก็ตามที่มีความหวัง (ที่จะพบ) อัลลอฮฺและวันสิ้นโลก และผู้ที่ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” (อัลกุรอาน 33:21)
แบบอย่างความเมตตา......
เช่นเดียวกับการเรียกร้องผู้คนสู่การละหมาด การถือศีลอด และการบริจาค ศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ยังได้สอนเราอีกด้วยว่า “ความศรัทธาของบุคคลหนึ่งที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า” ควรส่งผลต่อการปฏิบัติตัวของเขาต่อผู้คนอีกด้วย ศาสนทูตกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีพฤติกรรม (หรือบุคลิกภาพ) ที่ดีงามยิ่ง”
มีหลายถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดที่เน้นย้ำในเรื่องของ “ความสัมพันธ์ ระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ” เช่นที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก จำต้องไม่ทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรให้การดูแลแขกผู้มาเยือนของเขาอย่างดี และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรพูดในสิ่งที่ดี หรือไม่เขาก็ควรนิ่งเงียบเสีย” ศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมานี้ได้สอนบรรดามนุษย์ให้แสดง ความเมตตาและการให้เกียรติต่อกันและกัน โดยท่านได้กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่แสดงความเมตตาต่อผู้คน เขาย่อมมิได้รับความเมตตา”
มี การรายงานไว้ด้วยว่า มีคนเคยขอให้ศาสนทูตวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (ต่ออัลลอฮฺ) หากแต่ศาสนทูตได้ตอบเขาว่า “ฉันมิได้ถูกส่งมาเป็นผู้ที่ทำการสาบแช่ง หากแต่ฉันถูกส่งมาเช่นผู้ที่มีความเมตตา”
“และเรา (อัลลอฮฺ) มิได้ส่งเจ้า (ศาสนทูตมุหัมมัด) มาเพื่อการใด เว้นแต่เพื่อให้เป็นความเมตตาต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 21:107)
แบบอย่างการให้อภัย.....
ศาสน ทูตมุหัมมัดเป็นผู้ที่รักการใหัอภัยต่อผู้คน และเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาอย่างมาก หากมีใครกล่าวด่าทอท่าน ท่านก็จะให้อภัยเขา และหากแม้ว่ามีใครก็ตามแสดงความหยาบคายต่อท่านมากเพียงใด ท่านก็จะยิ่งมีความอดทนอดกลั้นต่อเขามากเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตาและรักการให้อภัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ท่านเองก็อยู่ในสถานะที่สูงและเหนือกว่าผู้คนทั้ง หลาย และมีอำนาจในการที่จะตอบโต้พวกเขาเหล่านั้นได้
ศาสนทูต มุหัมมัดให้อภัยต่อทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง แม้ว่าการทำร้ายหรือการละเมิดที่ท่านถูกกระทำจะยิ่งใหญ่ มากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมได้รับการให้อภัยจากท่านเสมอ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของการให้อภัยและความมีเมตตา ดังที่มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “จงยึดมั่นอยู่กับการให้อภัยเถิด (มุหัมมัด) และจงกระทำมันด้วยความเมตตา และจงผินหลังจากบรรดาผู้โง่เขลาทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 7:199)
“จงให้อภัยและมองข้ามมันเสีย หรือเจ้ามิปรารถนาให้อัลลอฮฺอภัยโทษแก่เจ้ากระนั้นหรือ? ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตายิ่ง” (อัลกุรอาน 24:22)
แบบอย่างความเสมอภาค.....
จากถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดต่อไปนี้ คือคำสอนที่ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นต่างมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในพระเนตรของอัลลอฮฺ “มวล มนุษย์ทุกคนกเกิดมาจากอดัม และอดัมนั้นเกิดจากดินโคลน ดังนั้นคนอาหรับย่อมมิได้ดีเหนือกว่าผู้ที่มิใช่อาหรับ และคนดำก็มิได้ดีเหนือกว่าคนขาว เว้นแต่ความดีงามเท่านั้น (ที่ทำให้เขาแตกต่างกัน)”
“พระผู้เป็นเจ้ามิได้ ตัดสินท่านอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ของท่านและทรัพย์สินของท่าน หากแต่พระองค์ทรงมองดูที่หัวใจของท่านและมองดูที่การกระทำของท่าน”
มีการรายงานด้วยว่า ครั้งหนึ่งสหายท่านหนึ่ง (ศอฮาบะฮฺ) ของศาสนทูตมุหัมมัดได้เรียกสหายอีกท่านหนึ่งด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเช่นว่า “ลูกของหญิงดำ!” เมื่อศาสนทูตได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงเกิดความโกรธเคือง และกล่าวต่อเขาว่า “ท่าน ประนามเขาเพราะความดำของมรรดาของเขา เช่นนั้นหรือ!?” เช่นนั้นท่านก็ยังคงมี “ความโง่เขลา” ที่ติดมาจากสมัยแห่งความงมงายในตัวท่านอยู่บ้าง”
“แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีคุณธรรมที่ดียิ่งในหมู่พวกท่าน” (อัลกุรอาน 49:13)
แบบอย่างความอดทน.....
“ท่านไม่ควรที่จะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายกับบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งชั่วร้ายต่อท่าน หากแต่ท่านควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาและการให้อภัย” นี่คือแนวปฏิบัติที่ศาสนทูตได้ใช้ต่อบรรดาผู้ที่รุกรานท่านและด่าทอท่าน
มีหลายเหตุการณ์ที่ศาสนทูตมุหัมมัดนั้นมีโอกาสที่จะทำการแก้แค้นบรรดาผู้ที่ทำ ร้ายท่าน หากแต่ท่าน ก็ออกห่างและหลีกเลี่ยงจากการกระทำเช่นนั้น
ท่านสอนให้เรามีความอดทนเมื่อต้องประสบกับความทุกข์ยาก “ผู้ ที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้คนด้วยพละกำลังของเขา หากแต่ว่าผู้ที่เข้มแข็งคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาเมื่ออยู่ในสภาวะ แห่งความโกรธ”
“การมีความอดทนอดกลั้น” ไม่ได้หมายความว่ามุสลิมที่ถูกกระทำจำต้องนิ่งเฉยและไม่ปกป้องตัวของเขาเองเมื่อถูกทำร้ายหรือโจมตี ศาสนทูตมุหัมมัดแจ้งไว้ว่า “จง อย่าปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู แต่เมื่อท่านพบ (เผชิญหน้า) เขา ท่านก็จงอดทนเถิด (หมายถึง ยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู)”
“ความดีและความชั่วนั้นหาเท่าเทียมกันไม่ จงขับไล่ความชั่วด้วยสิ่งที่ดีกว่า และเมื่อนั้นเจ้าและผู้ที่เจ้าเคยเป็นศัตรูกันย่อมกลายเป็นมิตรสนิทกัน” (อัลกุรอาน 41:34)
แบบอย่างความอ่อนโยน.....
สหาย ของศาสนทูตมุหัมมัดท่านหนึ่งที่ได้ให้การดูแลรับใช้ศาสนทูตเป็นระยะเวลา 10 ปี ได้เล่าว่าศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับเขาอยู่เสมอ โดยสหายท่านนั้นกล่าวว่า “เมื่อฉันกระทำสิ่งใด ท่าน (ศาสนทูต) ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันจึงทำสิ่งนั้น และเมื่อฉันไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันถึงไม่ทำสิ่งนั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเป็นกันเองอย่างมากที่สุดในหมู่ผู้คนทั้งหลาย”
ครั้งหนึ่งมีคนกล่าวหมิ่นประมาทศาสนทูตมุหัมมัด ภรรยาของท่านจึงแสดงการโต้ตอบด้วยความโกรธ ดังนั้นศาสนทูตมุหัมมัดจึงให้การตักเตือนนางว่า “จงมีความอ่อนโยนและสงบนิ่งเถิด โอ้ อาอิชะฮฺ อัลลอฮฺทรงรักความอ่อนโยนในทุกๆ การงาน” และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า “จง แสดงความอ่อนโยน เพราะเมื่อมีความอ่อนโยนในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีความสวยงาม เมื่อมันปราศจากซึ่งความอ่อนโยน สิ่งนั้นย่อมเต็มไปด้วยความบกพร่อง”
“เนื่องด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ เจ้า (มุหัมมัด) จึงเป็นผู้ที่มีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้คน และหากเจ้าเป็นผู้ที่มีความแข็งกร้าวและมีหัวใจแข็งกระด้างแล้ว พวกเขาย่อมแยกย้ายหนีไปจากเจ้า” (อัลกุรอาน 3:159)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างมุสลิมในอุดมคติ......
สิ่งที่โดดเด่นคือการดำเนินชีวิตของศาสนทูตมุหัมมัด แบบอย่างของความดีงามและความเมตตาของท่านที่ถูกกล่าวไว้ข้างต้น อาจสร้างความประหลาดใจต่อกลุ่มคนบางกลุ่มที่เคยได้รับข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับ อิสลามจากสื่อหรือการนำเสนอต่างๆ
มันจึงเป็นความสำคัญอย่าง ยิ่งเมื่อใครคนหนึ่งที่ต้องการมีความเข้าใจใน “ศาสนาอิสลาม” เขาควรที่จะศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งของมันโดยตรงนั่นคือ “อัลกุรอาน” และ “ถ้อยคำ การปฏิบัติของศาสนทูต มุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)” และไม่ควรที่จะตัดสิน “อิสลาม” จากการกระทำที่ไม่ดีของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามุสลิมเพียงไม่กี่คน
“แท้จริง เจ้า (มุหัมมัด) คือแบบอย่างที่ดีงาม” (อัลกุรอาน 68:4)
ความคิดเห็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม......
มหาตมะ คานธี ผู้นำทางด้านการเมืองและด้านจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวอินเดีย เคยกล่าวว่า “มัน คือความเรียบง่ายที่มีความเคร่งครัด มันคือความสมบูรณ์แห่งความเรียบง่ายของผู้เป็นศาสนทูต คือการรักษาคำมั่นสัญญาของเขาอย่างเคร่งครัด คือการอุทิศตนต่อสหายและผู้ติดตามของเขา คือความกล้าหาญของเขา คือความไม่เกรงกลัวของเขา คือความศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาและภารกิจของเขา และมันมิใช่เพราะมีดดาบ แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ ที่ช่วยทำให้พวกเขาผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายไปได้”
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ผู้เขียนบทละครชาวอังกฤษกล่าวว่า “โลกนี้ต้องการบุรุษที่มีจิตใจเช่นมุหัมมัดอย่างมาก, ผู้คนที่เคร่งครัดศาสนาในยุคกลาง อันเนื่องมาจากความโง่เขลาและความอคติทำให้พวกเขามองบุรุษท่านนี้ในแง่ลบ เช่นที่พวกเขาเชื่อว่า “มุหัมมัด” เป็นศัตรูของชาวคริสเตียน แต่หลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องราวของบุรุษท่านนี้ ผมพบว่ามันเป็นเรื่องราวทีน่าอัศจรรย์และน่าพิศวง และผมได้ค้นพบกับบทสรุปที่ว่า “มุหัมมัดไม่เคยเป็นศัตรูของชาวคริสเตียนเลย” และเราควรจะต้องเรียกเขาว่า “ผู้ช่วยชีวิตมวลมนุษย์” ด้วยซ้ำ ในความคิดเห็นของผม หากว่าเขา (มุหัมมัด) ได้รับอำนาจให้ควบคุมโลกใบนี้ในปัจจุบันนี้ เขาย่อมช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหลายของพวกเราและนำมาซึ่งความสันติและความสงบสุข ที่โลกใบนี้รอคอยมานาน”
“อัลลอฮฺทรง ให้สัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีงามทั้งหลายว่าสำหรับพวกเขานั้น จะได้รับซึ่ง “การอภัยโทษ” และ “รางวัลอันยิ่งใหญ่” (อัลกุรอาน 5:9)
มุสลิม เชื่อว่า “มุหัมมัด” (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) คือ “ศาสนทูตคนสุดท้าย” ในบรรดาศาสนทูตทั้งหลายที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้เพื่อการเรียกร้องผู้คนสู่การ เชื่อฟังและการเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว (หรือ “อัลลอฮฺ” ในภาษาอารบิก) บรรดาศาสนทูตเหล่านั้นยังรวมไปถึง “อดัม” “โนอาห์” “อับราฮัม” “อิสมาอีล” “ไอแซค” “จาค็อบ” “โยเซฟ” “โมเสส” “เดวิด” “โซโลมอน” และ “จีซัส (เยซู)” (ขอความสันติสุขจงมีแด่บรรดาศาสนทูตทั้งหลายด้วยเถิด)
เช่น เดียวกับ “โมเสส” (หรือ “มูซา”) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์โตราห์” (หรือ “เตาร็อต” ฉบับดั้งเดิม ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขซึ่งถูกส่งมายังโมเสส) และ “จีซัส” (เยซู) ที่ถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์ไบเบิ้ล” (คัมภีร์ต้นฉบับ ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่ฉบับปัจจุบันที่ใช้กัน) มุสลิมเชื่อว่าศาสนทูตมุหัมมัดถูกส่งมาพร้อมกับ “คัมภีร์อัลกุรอาน” เพื่อเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน
มีคนเคยขอให้ภรรยาของศาสนทูตมุหัมมัด หรือ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ” บรรยายคุณลักษณะของศาสนทูตต่อพวกเขา และนางได้บรรยายไว้ว่า ศาสนทูตมุหัมมัดเปรียบเสมือน “อัลกุรอานเดินได้” ซึ่งหมายถึงท่านได้นำคำสอนในอัลกุรอานมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของท่าน และจากนี้เราขอนำเสนอแบบอย่างที่ศาสนทูตมุหัมมัดได้ปฏิบัติตามคำสอนใน คัมภีร์อัลกุรอานแก่ท่านทั้งหลาย
“แท้จริงแล้ว ในศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺนั้นมีแบบอย่างที่ดีงามยิ่งในการปฏิบัติตาม สำหรับผู้ใดก็ตามที่มีความหวัง (ที่จะพบ) อัลลอฮฺและวันสิ้นโลก และผู้ที่ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” (อัลกุรอาน 33:21)
แบบอย่างความเมตตา......
เช่นเดียวกับการเรียกร้องผู้คนสู่การละหมาด การถือศีลอด และการบริจาค ศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ยังได้สอนเราอีกด้วยว่า “ความศรัทธาของบุคคลหนึ่งที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า” ควรส่งผลต่อการปฏิบัติตัวของเขาต่อผู้คนอีกด้วย ศาสนทูตกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีพฤติกรรม (หรือบุคลิกภาพ) ที่ดีงามยิ่ง”
มีหลายถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดที่เน้นย้ำในเรื่องของ “ความสัมพันธ์ ระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ” เช่นที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก จำต้องไม่ทำร้ายเพื่อนบ้านของเขา และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรให้การดูแลแขกผู้มาเยือนของเขาอย่างดี และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ควรพูดในสิ่งที่ดี หรือไม่เขาก็ควรนิ่งเงียบเสีย” ศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมานี้ได้สอนบรรดามนุษย์ให้แสดง ความเมตตาและการให้เกียรติต่อกันและกัน โดยท่านได้กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่แสดงความเมตตาต่อผู้คน เขาย่อมมิได้รับความเมตตา”
มี การรายงานไว้ด้วยว่า มีคนเคยขอให้ศาสนทูตวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (ต่ออัลลอฮฺ) หากแต่ศาสนทูตได้ตอบเขาว่า “ฉันมิได้ถูกส่งมาเป็นผู้ที่ทำการสาบแช่ง หากแต่ฉันถูกส่งมาเช่นผู้ที่มีความเมตตา”
“และเรา (อัลลอฮฺ) มิได้ส่งเจ้า (ศาสนทูตมุหัมมัด) มาเพื่อการใด เว้นแต่เพื่อให้เป็นความเมตตาต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 21:107)
แบบอย่างการให้อภัย.....
ศาสน ทูตมุหัมมัดเป็นผู้ที่รักการใหัอภัยต่อผู้คน และเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาอย่างมาก หากมีใครกล่าวด่าทอท่าน ท่านก็จะให้อภัยเขา และหากแม้ว่ามีใครก็ตามแสดงความหยาบคายต่อท่านมากเพียงใด ท่านก็จะยิ่งมีความอดทนอดกลั้นต่อเขามากเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตาและรักการให้อภัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ท่านเองก็อยู่ในสถานะที่สูงและเหนือกว่าผู้คนทั้ง หลาย และมีอำนาจในการที่จะตอบโต้พวกเขาเหล่านั้นได้
ศาสนทูต มุหัมมัดให้อภัยต่อทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง แม้ว่าการทำร้ายหรือการละเมิดที่ท่านถูกกระทำจะยิ่งใหญ่ มากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมได้รับการให้อภัยจากท่านเสมอ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของการให้อภัยและความมีเมตตา ดังที่มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “จงยึดมั่นอยู่กับการให้อภัยเถิด (มุหัมมัด) และจงกระทำมันด้วยความเมตตา และจงผินหลังจากบรรดาผู้โง่เขลาทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 7:199)
“จงให้อภัยและมองข้ามมันเสีย หรือเจ้ามิปรารถนาให้อัลลอฮฺอภัยโทษแก่เจ้ากระนั้นหรือ? ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตายิ่ง” (อัลกุรอาน 24:22)
แบบอย่างความเสมอภาค.....
จากถ้อยคำของศาสนทูตมุหัมมัดต่อไปนี้ คือคำสอนที่ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นต่างมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในพระเนตรของอัลลอฮฺ “มวล มนุษย์ทุกคนกเกิดมาจากอดัม และอดัมนั้นเกิดจากดินโคลน ดังนั้นคนอาหรับย่อมมิได้ดีเหนือกว่าผู้ที่มิใช่อาหรับ และคนดำก็มิได้ดีเหนือกว่าคนขาว เว้นแต่ความดีงามเท่านั้น (ที่ทำให้เขาแตกต่างกัน)”
“พระผู้เป็นเจ้ามิได้ ตัดสินท่านอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ของท่านและทรัพย์สินของท่าน หากแต่พระองค์ทรงมองดูที่หัวใจของท่านและมองดูที่การกระทำของท่าน”
มีการรายงานด้วยว่า ครั้งหนึ่งสหายท่านหนึ่ง (ศอฮาบะฮฺ) ของศาสนทูตมุหัมมัดได้เรียกสหายอีกท่านหนึ่งด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเช่นว่า “ลูกของหญิงดำ!” เมื่อศาสนทูตได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงเกิดความโกรธเคือง และกล่าวต่อเขาว่า “ท่าน ประนามเขาเพราะความดำของมรรดาของเขา เช่นนั้นหรือ!?” เช่นนั้นท่านก็ยังคงมี “ความโง่เขลา” ที่ติดมาจากสมัยแห่งความงมงายในตัวท่านอยู่บ้าง”
“แท้จริงผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีคุณธรรมที่ดียิ่งในหมู่พวกท่าน” (อัลกุรอาน 49:13)
แบบอย่างความอดทน.....
“ท่านไม่ควรที่จะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายกับบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งชั่วร้ายต่อท่าน หากแต่ท่านควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาและการให้อภัย” นี่คือแนวปฏิบัติที่ศาสนทูตได้ใช้ต่อบรรดาผู้ที่รุกรานท่านและด่าทอท่าน
มีหลายเหตุการณ์ที่ศาสนทูตมุหัมมัดนั้นมีโอกาสที่จะทำการแก้แค้นบรรดาผู้ที่ทำ ร้ายท่าน หากแต่ท่าน ก็ออกห่างและหลีกเลี่ยงจากการกระทำเช่นนั้น
ท่านสอนให้เรามีความอดทนเมื่อต้องประสบกับความทุกข์ยาก “ผู้ ที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้คนด้วยพละกำลังของเขา หากแต่ว่าผู้ที่เข้มแข็งคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาเมื่ออยู่ในสภาวะ แห่งความโกรธ”
“การมีความอดทนอดกลั้น” ไม่ได้หมายความว่ามุสลิมที่ถูกกระทำจำต้องนิ่งเฉยและไม่ปกป้องตัวของเขาเองเมื่อถูกทำร้ายหรือโจมตี ศาสนทูตมุหัมมัดแจ้งไว้ว่า “จง อย่าปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู แต่เมื่อท่านพบ (เผชิญหน้า) เขา ท่านก็จงอดทนเถิด (หมายถึง ยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู)”
“ความดีและความชั่วนั้นหาเท่าเทียมกันไม่ จงขับไล่ความชั่วด้วยสิ่งที่ดีกว่า และเมื่อนั้นเจ้าและผู้ที่เจ้าเคยเป็นศัตรูกันย่อมกลายเป็นมิตรสนิทกัน” (อัลกุรอาน 41:34)
แบบอย่างความอ่อนโยน.....
สหาย ของศาสนทูตมุหัมมัดท่านหนึ่งที่ได้ให้การดูแลรับใช้ศาสนทูตเป็นระยะเวลา 10 ปี ได้เล่าว่าศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับเขาอยู่เสมอ โดยสหายท่านนั้นกล่าวว่า “เมื่อฉันกระทำสิ่งใด ท่าน (ศาสนทูต) ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันจึงทำสิ่งนั้น และเมื่อฉันไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดฉันถึงไม่ทำสิ่งนั้น ท่านเป็นผู้ที่มีความเป็นกันเองอย่างมากที่สุดในหมู่ผู้คนทั้งหลาย”
ครั้งหนึ่งมีคนกล่าวหมิ่นประมาทศาสนทูตมุหัมมัด ภรรยาของท่านจึงแสดงการโต้ตอบด้วยความโกรธ ดังนั้นศาสนทูตมุหัมมัดจึงให้การตักเตือนนางว่า “จงมีความอ่อนโยนและสงบนิ่งเถิด โอ้ อาอิชะฮฺ อัลลอฮฺทรงรักความอ่อนโยนในทุกๆ การงาน” และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า “จง แสดงความอ่อนโยน เพราะเมื่อมีความอ่อนโยนในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีความสวยงาม เมื่อมันปราศจากซึ่งความอ่อนโยน สิ่งนั้นย่อมเต็มไปด้วยความบกพร่อง”
“เนื่องด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ เจ้า (มุหัมมัด) จึงเป็นผู้ที่มีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้คน และหากเจ้าเป็นผู้ที่มีความแข็งกร้าวและมีหัวใจแข็งกระด้างแล้ว พวกเขาย่อมแยกย้ายหนีไปจากเจ้า” (อัลกุรอาน 3:159)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างความอ่อนน้อม ถ่อมตน.....
ศาสน ทูตมุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งห้ามผู้คนจากการยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน และท่านจะนั่งตรงที่ใดก็ตามที่มีที่ว่างในหมู่ผู้คนและท่านก็ไม่เคยขอที่ นั่งที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ท่านไม่เคยสวมใส่สิ่งใดที่ทำให้ท่านดูแตกต่างจากบรรดาสหายของท่านหรือทำให้ ตัวของท่านดูโดดเด่นกว่าพวกเขา ท่านเคยอยู่ร่วมปะปนกับบรรดาคนยากจนขัดสน ท่านเคยนั่งร่วมกับคนชราและให้ความช่วยเหลือบรรดาหญิงม่าย ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักท่านก็จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างตัวท่านกับ ฝูงชนได้
ท่านเคยกล่าวต่อบรรดาสหายของท่านว่า “อัลลอฮฺ ทรงเปิดเผยแก่ฉันว่า ท่านจำต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกท่านไม่ควรกล่าวโอ้อวดตัวของพวกท่านเหนือผู้อื่น และพวกท่านไม่ควรกดขี่ข่มเหงผู้อื่น”
ดังเช่น “ความอ่อนน้อมถ่อมตนของศาสนทูตมุหัมมัด” ที่ท่านเกรงกลัวว่าท่านจะกลายเป็นที่เคารพสักการะของผู้คน เพราะแท้จริงอภิสิทธิ์ทั้งมวลนั้นเป็นของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวไว้ว่า “จงอย่ากระทำเกินขอบเขตในการกล่าว สรรเสริญฉัน เช่นเดียวกับที่ชาวคริสเตียนทำการสรรเสริญจีซัส (อีซา) บุตรของมารีย์ (มัรยัม) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ดังนั้นจงเรียกฉันว่าเป็น “บ่าวของอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์”
“และปวงบ่าวแห่งพระผู้ทรงเมตตา กรุณายิ่ง (อัลลอฮฺ) คือบรรดาผู้ที่เดินอยู่บนผืนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม และเมื่อบรรดาคนโง่เขลากล่าวทักทายพวกเขา พวกเขาจะกล่าว (ต่อคนเหล่านั้น) ว่า “สลาม” (สานติ)” (อัลกุรอาน 25:63)
แบบอย่างมุสลิมในอุดมคติ......
สิ่งที่โดดเด่นคือการดำเนินชีวิตของศาสนทูตมุหัมมัด แบบอย่างของความดีงามและความเมตตาของท่านที่ถูกกล่าวไว้ข้างต้น อาจสร้างความประหลาดใจต่อกลุ่มคนบางกลุ่มที่เคยได้รับข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับ อิสลามจากสื่อหรือการนำเสนอต่างๆ
มันจึงเป็นความสำคัญอย่าง ยิ่งเมื่อใครคนหนึ่งที่ต้องการมีความเข้าใจใน “ศาสนาอิสลาม” เขาควรที่จะศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งของมันโดยตรงนั่นคือ “อัลกุรอาน” และ “ถ้อยคำ การปฏิบัติของศาสนทูต มุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)” และไม่ควรที่จะตัดสิน “อิสลาม” จากการกระทำที่ไม่ดีของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามุสลิมเพียงไม่กี่คน
“แท้จริง เจ้า (มุหัมมัด) คือแบบอย่างที่ดีงาม” (อัลกุรอาน 68:4)
ความคิดเห็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม......
มหาตมะ คานธี ผู้นำทางด้านการเมืองและด้านจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวอินเดีย เคยกล่าวว่า “มัน คือความเรียบง่ายที่มีความเคร่งครัด มันคือความสมบูรณ์แห่งความเรียบง่ายของผู้เป็นศาสนทูต คือการรักษาคำมั่นสัญญาของเขาอย่างเคร่งครัด คือการอุทิศตนต่อสหายและผู้ติดตามของเขา คือความกล้าหาญของเขา คือความไม่เกรงกลัวของเขา คือความศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาและภารกิจของเขา และมันมิใช่เพราะมีดดาบ แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ ที่ช่วยทำให้พวกเขาผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายไปได้”
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ผู้เขียนบทละครชาวอังกฤษกล่าวว่า “โลกนี้ต้องการบุรุษที่มีจิตใจเช่นมุหัมมัดอย่างมาก, ผู้คนที่เคร่งครัดศาสนาในยุคกลาง อันเนื่องมาจากความโง่เขลาและความอคติทำให้พวกเขามองบุรุษท่านนี้ในแง่ลบ เช่นที่พวกเขาเชื่อว่า “มุหัมมัด” เป็นศัตรูของชาวคริสเตียน แต่หลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องราวของบุรุษท่านนี้ ผมพบว่ามันเป็นเรื่องราวทีน่าอัศจรรย์และน่าพิศวง และผมได้ค้นพบกับบทสรุปที่ว่า “มุหัมมัดไม่เคยเป็นศัตรูของชาวคริสเตียนเลย” และเราควรจะต้องเรียกเขาว่า “ผู้ช่วยชีวิตมวลมนุษย์” ด้วยซ้ำ ในความคิดเห็นของผม หากว่าเขา (มุหัมมัด) ได้รับอำนาจให้ควบคุมโลกใบนี้ในปัจจุบันนี้ เขาย่อมช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหลายของพวกเราและนำมาซึ่งความสันติและความสงบสุข ที่โลกใบนี้รอคอยมานาน”
“อัลลอฮฺทรง ให้สัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีงามทั้งหลายว่าสำหรับพวกเขานั้น จะได้รับซึ่ง “การอภัยโทษ” และ “รางวัลอันยิ่งใหญ่” (อัลกุรอาน 5:9)
วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
เรื่องราวของท่านนบีมูซา(อ.)

เรื่องราวของท่านนบีมูซา(อ.) 1 นบีมูซา(อ.) ท่าน นบีมูซา บินอิมรอน(อ.) เป็นลูกหลานของท่านนบียะอ์กูบ และมาจากเผ่าบนีอิสรออีล ซึ่งอยู่ในแผ่นดินอิยิปต์ พวกเขาได้พำนักอยู่ในพื้นแผ่นดินนั้นตั้งแต่สมัยที่ท่านนบียูซุฟได้เชิญชวน ผู้เป็นบิดาและบรรดาพี่ชายของท่านมาอยู่ที่แห่งนั้น ความเป็นอยู่ของเผ่า “บนีอิสรออีล” เป็น ไปอย่างสมเกียรติและราบรื่น จำนวนประชากรของพวกเขาก็ได้เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทว่าครั้นเมื่อท่านนบียูซุฟได้จากโลกนี้ไปนั้น เจ้าเมืองแห่งอิยิปต์ก็เริ่มที่จะสร้างความกดดันให้กับพวกเขาและทำให้พวกเขา อ่อนแอลง จนกระทั่งเมื่อ “ฟิรอูน” ได้ขึ้นครองราช เขาได้พยายามทำให้ บนี อิสรออีลไม่มีอิทธิพลใดๆ ในพื้นแผ่นดินนั้นอีกต่อไป และได้สั่งฆ่าทารกเพศชายเพื่อที่จะปกป้องรักษาบัลลังก์ของตน ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้ ท่านนบีมูซาก็ได้ถือกำเนิดมาจากบิดาที่มีนามว่า “อิมรอน(อ)” และมารดาที่มีนามว่า “ยูกาบิด” ด้วย กับความเมตตาและความกรุณาของพระเจ้า นอกจากนบีมูซาได้รอดพ้นจากการถูกฆ่าสังหารแล้ว ท่านยังได้ใช้ชีวิตช่วงเยาว์วัยในวังของฟิรอูนอีกด้วย จนกระทั้งท่านได้โตเป็นหนุ่ม และได้เดินทางไปยังเมือง “มัดยัน” ณ ที่แห่งนั้นเองที่ท่านได้แต่งงานกับบุตรีคนหนึ่งของนบีชุอัยบ์ หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปยาวนานประมาณ 10 ปี ท่านก็ได้กลับสู่อิยิปต์อีกครั้ง ในระหว่างเดินทางกลับอิยิปต์นั้นท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตแห่งพระ เจ้า และได้รับมอบหน้าที่ให้เชิญชวนฟิรอูนศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮ์ อีกทั้งนำทางบนีอิสรออีลด้วย ตลอด ชั่วชีวิตของท่านนบีมูซา(อ.): ตั้งแต่กำเนิดจนถึงการเสียชีวิต- ท่านได้รับการช่วยเหลือจากพลังอำนาจที่เร้นลับของพระองค์อัลลอฮ์ตลอดเวลา ดังนั้นกุรอานจึงได้กล่าวถึงเรื่องราวของท่านไว้มากมาย แบบฉบับของพระองค์ได้ถูกฟื้นฟูอีกครั้ง ใน หน้าประวัติศาสตร์ผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยอำนาจและบารมีนั้น แม้นว่าพวกเขาจะมีกองกำลังทางทหารมากมายและสามารถรักษาบัลลังก์ของเขาไว้ได้ แต่ก็จะรู้สึกหวาดกลัวผู้ถูกกดขี่และผู้ไร้อำนาจที่อยู่ภายใต้อำนาจการ ปกครองอยู่ตลอดเวลา กลัววันที่พวกเขาจะร่วมมือกันกบฏและทำให้รากฐานการปกครองต้องสั่นคลอน และจะหวาดกลัวต่อศาสดาและบรรดาผู้หวังดีกับสังคม แม้นว่าพวกเหล่านั้นจะโดดเดี่ยวและเดียวดายไร้ซึ่งทรัพย์สินและอำนาจก็ตาม – เพราะ รู้ดีว่า เมื่อพวกเขาลงมือที่จะทำการใดๆ นั้นและเมื่อประชาชนได้ร่วมมือกับพวกเขาแล้ว จะถึงเวลาที่บัลลังก์ของพวกเขาจะถูกโค่นล้มลงอย่างแน่นอน บางทีความหวาดกลัวจะโหมกระหน่ำผู้ที่มีอำนาจจนบางครั้งพวกเขาต้องเจอกับฝัน ร้ายในยามหลับ และจะต้องตามหาโหรทำนายความฝันเหล่านั้นอย่างหวาดผวา พวกเขาจะพยายามป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ในอนาคตด้วยการการทำที่อธรรมต่างๆ เท่าที่เขาสามารถจะทำได้ แต่ความประสงค์ของพระองค์อัลลอฮ์ย่อมตรงข้ามกับความต้องการของพวกเขาอยู่ เสมอ และในทุกช่วงของประวัติศาสตร์ผู้อธรรมทั้งหลายจะถูกโค่นล้มอำนาจมาโดยตลอด และผู้ถูกอธรรมจะขึ้นเป็นผู้นำ เพื่อที่จะเป็นบทเรียนให้กับประชาชาติต่อไป เรื่องราวของนบีมูซา (อ.) และฟิรอูนเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ในประเด็นนี้ในซูเราะฮ์เกาะศ็อศได้กล่าวว่า: เรา จะอ่านแก่เจ้า บางส่วนแห่งเรื่องราวของมูซาและฟิรอูนด้วยความจริง เพื่อหมู่ชนผู้ศรัทธา แท้จริงฟิรอูนหยิ่งผยองในแผ่นดิน และทำให้ประชาชนนั้นแตกแยกเป็นกลุ่มๆ เขาทำให้ชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขาอ่อนแอ โดยฆ่าลูกหลานผู้ชายของพวกเขาและไว้ชีวิตเหล่าสตรีของพวกเขา แท้จริงเขาเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้บ่อนทำลาย และเราปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอในแผ่นดิน และเราจะทำให้พวกเขาเป็นหัวหน้า และทำให้พวกเขาเป็นผู้รับมรดก และเราได้ให้พวกเขาครอบครองในแผ่นดิน และเราจะให้ฟิรอูนและฮามานตลอดจนไพร่พลของเขาทั้งสอง ได้เห็นสิ่งที่พวกเขามีความกลัว (เกาะศ็อศ 3-6) เรื่องราวของท่านนบีมูซา(อ.) 2 1. การประสูติและช่วงเวลาเยาววัยของท่านนบีมูซา (อ.) นบีมูซา(อ.) กุ รอานได้ยกตัวอย่างของชัยชนะของเหล่าบรรดาผู้ยากไร้เหนือบรรดาผู้กดขี่ โดยยกตัวอย่างเรื่องราวของท่านนบีมูซา(อ.) ครั้นเมื่อท่านยังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอที่สุด และฟิรอูนอยู่ในสภาพที่มีอำนาจมากที่สุด ในเมื่อท่านนบีมูซา(อ.) เพิ่งได้ถือกำเนิดมา และอยู่ในครอบครัวที่ไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆ เลย แต่อำนาจและฟิรอูนอยู่ในขั้นที่ทหารของเขาสามารถนำข่าวสารจากบ้านทุกหลังมา รายงานให้ฟิรอูนให้รับทราบได้ และพวกเขาจะฆ่าทารกที่ถือกำเนิดมาเป็นเพศชายอย่างเลือดเย็น การ ที่ท่านนบีมูซาได้ถือกำเนิดและอยู่รอดมาได้ในสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่น นี้นั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าความต้องการของพระผู้เป็นเจ้านั้นอยู่เหนือแผนการณ์ของผู้ อธรรมทั้งหลายแน่นอน ดังนั้นในซูเราะฮ์เกาะศ็อศได้กล่าวต่ออีกว่า: وَأَوْحَيْنَا إِلَى أُمِّ مُوسَى أَنْ أَرْضِعِيهِ فَإِذَا خِفْتِ عَلَيْهِ فَأَلْقِيهِ فِي الْيَمِّ وَلا تَخَافِي وَلا تَحْزَنِي إِنَّا رَادُّوهُ إِلَيْكِ وَجَاعِلُوهُ مِنَ الْمُرْسَلِينَ และ เราได้ดลใจแก่มารดาของมูซา จงให้นมแก่เขา เมื่อเจ้ากลัวแทนเขาก็จงโยนเขาลงไปในแม่น้ำ และเจ้าอย่าได้กลัวและอย่าได้เศร้าโศก แท้จริงเราจะให้เขากลับไปหาเจ้า และเราจำทำให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดาร่อซูล” (เกาะศ็อศ / 7) หลัง จากที่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ) ได้ดลใจแม่ของนบีมูซา(อ.) เช่นนี้แล้ว นางได้นำนบีมูซา(อ.) ไว้ในกล่องไม้ใบหนึ่ง และได้ปล่อยให้กล่องใบนั้นล่องลอยไปตามสายน้ำของแม่น้ำไนล์ 2. การเจริญเติบโตของนบีมูซา(อ.) ในวังของฟิรอูน พระ องค์อัลลอฮ์ทรงเมตตาท่านนบีมูซา(อ.) ตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย หนึ่งในความเมตตานี้คือ พระองค์จะทรงดลใจผู้อื่นให้หลงรักและเอ็นดูนบีมูซา(อ.) เพื่อที่เขาจะได้เจริญเติบโตอย่างปลอดภัย ดังที่ในซูเราะฮ์ฏอฮาได้กล่าวไว้ว่า: وَأَلْقَيْتُ عَلَيْكَ مَحَبَّةً مِنِّي وَلِتُصْنَعَ عَلَى عَيْنِي และข้าก็ได้ให้ความรักจากข้าแก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้รับการเลี้ยงดู ภายใต้การดูแลของข้า(ฏอฮา / 39) แต่ สิ่งที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดนี้น่าทึ่งมากยิ่งขึ้น คือเมื่อเรารู้ว่านบีมูซา(อ.) นั้นได้เจริญเติบโตในบ้านของศัตรู และอัลลอฮ์ได้ทรงประกาศถึงความผิดพลาดของฟิรอูนบนหน้าประวัติศาสตร์แล้ว เพราะพวกเขาได้เข่นฆ่าทารกที่บริสุทธ์มากมาย เพื่อปกป้องบัลลังก์ของเขาให้รอดพ้นจากความพินาศ แต่พระองค์อัลลอฮ์ต้องการให้นบีมูซา(อ.) ได้เติบโตในอ้อมกอดของพวกเขาเอง فَالْتَقَطَهُ آلُ فِرْعَوْنَ لِيَكُونَ لَهُمْ عَدُوًّا وَحَزَنًا إِنَّ فِرْعَوْنَ وَهَامَانَ وَجُنُودَهُمَا كَانُوا خَاطِئِينَ وَقَالَتِ امْرَأَةُ فِرْعَوْنَ قُرَّةُ عَيْنٍ لِي وَلَكَ لا تَقْتُلُوهُ عَسَى نْ يَنْفَعَنَا أَوْ نَتَّخِذَهُ وَلَدًا وَهُمْ لا يَشْعُرُونَ ดัง นั้นบริวารของฟิรเอานได้เก็บเขาขึ้นมาเพื่อให้เขากลายเป็นศัตรู และความเศร้าโศกแก่พวกเขา แท้จริงฟิรเอาน และฮามานและไพร่พลของเขาทั้งสองเป็นพวกที่มีความผิด และภริยาของฟิรเอาน กล่าวว่า “(เขาจะเป็นที่) น่าชื่นชมยินดีแก่ดิฉันและแก่ท่าน อย่าฆ่าเขาเลย บางทีเขาจะเป็นประโยชน์แก่เรา หรือเราจะถือเขาเป็นลูก” และพวกเขาหารู้สึกตัวไม่ (เกาะศ็อศ / 8-9) เรื่อง ราวเหล่านี้ทำให้เราได้รู้ว่า อำนาจและพระประสงค์ของอัลลอฮ์(ซ.บ) นั้น ไม่ได้ปรากฎในรูปแบบของการยกกองทัพเพื่อทำสงครามหรือการส่งภัยตามธรรมชาติ เท่านั้น แต่ทว่าบางทีศัตรูและคนรอบข้างรวมไปถึงทรัพย์ยากรต่าง ๆ ของพวกเขาก็สามารถเป็นเครื่องมือสำหรับพระประสงค์ของพระองค์ได้ เหตุการณ์และขั้นตอนของเรื่องราวดำเนินไปอย่างแนบเนียน ทำให้ไม่มีที่สงสัยเลยว่าอำนาจและคำบัญชาของพระองค์นั้นเหนือสิ่งอื่นใดใน โลกนี้ทั้งสิ้น ประเด็น นี้จะชัดเจนมากขึ้นเมื่อเราได้ติดตามเรื่องราวต่อไป เมื่อพระประสงค์ของอัลลอฮ์กำหนดให้เขาไม่รับนมของแม่นมคนใดเลย จนกระทั้งได้กลับมาสู่อ่อมกอดของแม่ที่แท้จริง และได้ดื่มน้ำนมอันบริสุทธ์ของนาง และคำมั่นสัญญาที่พระองค์ได้กล่าวไว้กับนาง เกี่ยวกับการกลับมาของลูกน้อยสู่อ้อมกอดของเธอได้เป็นสัจจะในที่สุด فَرَدَدْنَاهُ إِلَى أُمِّهِ كَيْ تَقَرَّ عَيْنُهَا وَلا تَحْزَنَ وَلِتَعْلَمَ أَنَّ وَعْدَ اللَّهِ حَقٌّ وَلَكِنَّ أَكْثَرَهُمْ لا يَعْلَمُونَ ดัง นั้น เราจึงให้เขากลับไปหามารดาของเขา เพื่อที่จะเป็นที่น่าชื่นชมยินดีแก่นางและนางจะไม่เศร้าโศก และเพื่อนางจะได้รู้ว่า แท้จริงสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริงแต่ส่วนมากพวกเขาไม่รู้ (เกาะศ็อศ/13) 3. วิสัยทัศน์และความรู้ของท่านนบีมูซา(อ.) การคิดในสิ่งที่ดี, การพูดในสิ่งที่ดี, การ กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั้นเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของนบีทุกท่าน ก่อนที่พวกเขาจะได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นนบีด้วยซ้ำ ความดีและการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นบุคคลที่เพียบ พร้อมไปด้วยความดีงาน, คุณธรรม, จริยธรรม และความรู้ ท่าน นบีมูซา(อ.) เป็นตัวอย่างที่ชัดแจนผู้หนึ่งจากบุคคลเหล่านี้ ที่ได้รับตำแหน่งนี้ตั้งแต่เยาวัย อัลลอฮ์(ซ.บ) ได้กล่าวเกี่ยวกับท่านนบีมูซา(อ.) ว่า وَلَمَّا بَلَغَ أَشُدَّهُ وَاسْتَوَى آتَيْنَاهُ حُكْمًا وَعِلْمًا وَكَذَلِكَ نَجْزِي الْمُحْسِنِينَ และ เมื่อเขาบรรลุความเป็นหนุ่มและเติบโตเต็มที่แล้ว เราได้ให้ความเข้าใจ และความรู้แก่เขา และเช่นนั้นแหละ เราจะตอบแทนแก่บรรดาผู้กระทำความดี (เกาะศ็อศ / 14) ข้อแตกต่างระหว่าง “ฮุกม์” กับ “อิลม์” อาจจะอยู่ในจุดนี้ที่ “ฮุกม์” หมายถึงสติปัญญา, ความเข้าใจ, และความสามารถในการตัดสินที่ถูกต้อง แต่ “อิลม์” หมาย ถึงความรู้นั้นเอง จากคำอธิบายนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่าท่านนบีมูซาไม่ได้รับผลข้างเคียงจากการที่ต้องอยู่ในวัง ของฟิรอูนแต่อย่างใด และความอธรรมและโสมมไม่ได้ทำให้เขาต้องแปดเปื้อนไปด้วย
แนวทางการสมัครเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียน ประจำปี 2555
แนวทางการสมัครเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียน ประจำปี 2555
1. ความเป็นมาของโครงการ
การแลกเปลี่ยนนักศึกษาเป็นกิจกรรมที่สถาบันอุดมศึกษาในทุกภูมิภาคของโลกดำเนินการเนื่องจากหลายๆ เหตุผล ได้แก่ความต้องการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ต้องการพัฒนาคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ต้องการดึงองค์ความรู้จากนานาชาติมาพัฒนาประเทศ การประชาสัมพันธ์การศึกษาและวัฒนธรรมของประเทศให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ และอาเซียนจะเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบภายในปี 2558 ผลกระทบจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนต่อการศึกษาได้แก่การเปิดเสรีทางการศึกษาและการเคลื่อนย้ายกำลังคนเสรีในตลาดแรงงานของภูมิภาค โดยตลาดแรงงานจะมีโอกาสในการเลือกจ้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและความชำนาญมากขึ้น การแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานสูงขึ้น
ปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกนี้ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาต้องเตรียมนักศึกษาที่กำลังจะเป็นบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรอบรู้และสามารถที่จะเป็นพลโลกเพื่อแข่งขันได้ในตลาดแรงงานระดับภูมิภาคและระดับสากล การให้นักศึกษาได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการกระตุ้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม เรียนรู้วิธีการศึกษาในประเทศอื่นๆ เรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เรียนรู้วิชาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เรียนรู้ภาษาต่างประเทศทั้งด้านวิชาการและการสื่อสาร ได้เปิดโลกทัศน์สู่สากลรวมทั้งได้เครือข่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต
จากเหตุผลข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียนเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาไทย และขณะเดียวกันก็ใช้การศึกษานำไปสู่ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยให้นักศึกษาสัญชาติไทยที่ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งรัฐและเอกชนได้รับจัดสรรทุนไปศึกษาระยะสั้นเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา แต่ไม่เกิน 4 เดือนในสาขาวิชาต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนและสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดในประเทศไทยได้
2. วัตถุประสงค์โครงการ
2.1 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาไทยให้พร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานในภูมิภาคอาเซียนและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ
2.2 เพื่อส่งเสริมการถ่ายโอนหน่วยกิตกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
2.3 เพื่อใช้การศึกษาเป็นตัวนำสู่การกระชับความสัมพันธ์และการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน
-2-
3. การดำเนินโครงการ
3.1 ประเภทกิจกรรม
จัดสรรทุนการศึกษาให้นักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ขึ้นไปจากทุกสถาบันอุดมศึกษาไทยไปลงทะเบียนเรียน (และต้องไม่ใช่การฝึกอบรมหรือดูงาน) ระยะเวลา 1 ภาคการศึกษาแต่ไม่เกิน
4 เดือนในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนประกอบด้วย 1) เนการาบรูไนดารุสซาลาม
2) ราชอาณาจักรกัมพูชา 3) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 4) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 5) มาเลเซีย 6) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ 7) สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 8) สาธารณรัฐสิงคโปร์ 9) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
3.2 การถ่ายโอนหน่วยกิต
นักศึกษาไทยลงทะเบียนเรียนอย่างน้อย 2 รายวิชาและต้องถ่ายโอนหน่วยกิตกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดอย่างน้อย 6 หน่วยกิต โดยต้องแสดงหลักฐานว่ามีการถ่ายโอนหน่วยกิต
ระหว่างกัน
3.3 นักศึกษาสามารถสมัครไปศึกษาได้ทุกสาขาวิชา
3.4 คุณสมบัติของนักศึกษาที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
3.4.1 ต้องเป็นนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาไทยและนักศึกษาต้องมีสัญชาติไทย
3.4.2 มีหนังสือรับรองจากสถาบันอุดมศึกษาว่าผู้สมัครมีสุขภาพกายและจิตแข็งแรง
3.4.3 กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี (ชั้นปีที่ 2 ขึ้นไป) และยังคงสถานภาพนักศึกษา
ณ วันที่ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
3.4.4 มีคะแนนเฉลี่ยสะสมจนถึงภาคการศึกษาสุดท้ายก่อนวันสมัครไม่ต่ำกว่า 2.75
3.4.5 รายวิชาที่ไปศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพ (Host institutions) ต้องเป็นรายวิชาที่สัมพันธ์กับวิชาเอกหรือโทที่ศึกษาอยู่
3.4.6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนใน
สถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพที่จะไปศึกษาได้ดี โดยผู้สมัครจะต้องยื่นหลักฐานดังนี้
(1) กรณีความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องแสดงผลสอบ TOEFL ไม่ต่ำกว่า 500 คะแนน (Paper-based) หรือ 173 ตามระบบ Computer-based หรือ 61 ตามระบบ Internet-based หรือผลสอบ IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.0 หรือมีผลคะแนนภาษาอังกฤษ Chulalongkorn University Test of English Proficiency (CU-TEP) หรือ Thammasat University General English Test (TU-GET) ที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้
(2) ผู้สมัครที่ใช้ภาษาอื่นๆ นอกเหนือจากข้อ (1) ในการศึกษา ณ สถาบันอุดมศึกษา
ของประเทศสมาชิกอาเซียนต้องมีสำเนาระเบียนผลการศึกษา (Transcript of record) ที่แสดงว่ามี การเรียนภาษานั้นๆ และมีความสามารถทางภาษานั้นๆ ในระดับดี (รายวิชาที่เกี่ยวข้องต้องได้เกรด B)
-3-
3.4.7 นักศึกษาที่ไปศึกษาสามารถเข้าร่วมโครงการได้ตลอดภาคการศึกษาตามระบบ
การศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่สมัครไปแลกเปลี่ยน (อาจเป็น Semester, Trimester หรือ Quarter) แต่ไม่เกิน 4 เดือน
3.4.8 ผู้สมัครทุนต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกและเสนอชื่อจากสถาบันอุดมศึกษา
ต้นสังกัด
4. ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้การสนับสนุน
4.1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนและที่พักแบบเหมาจ่ายไม่เกินจำนวน 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
4.2 ค่าเดินทางดังนี้
4.2.1 ค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับระหว่างประเทศ (อัตราตั๋วราชการชั้นประหยัด) ซึ่งออกโดยบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) จากประเทศไทยไปยังสนามบินปลายทางประเทศสมาชิกอาเซียน (ไม่รวมค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ) หากมีค่าใช้จ่ายเกินจากอัตราค่าโดยสารที่กำหนด ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง
4.2.2 ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินของสายการบินอื่น หรือประสงค์จะซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านตัวแทนจำหน่ายสามารถดำเนินการได้ โดยให้ถือปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0408.2/ว 112 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินราคาที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกินอัตราตั๋วราชการชั้นประหยัดที่กำหนดไว้
4.2.3 ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเดินทางโดยพาหนะได้สำหรับบางประเทศที่เป็น เพื่อนบ้านของประเทศไทยแต่ต้องเบิกตามราคาแต่ละบุคคล โดยเบิกในอัตราที่ประหยัดสุดตามระเบียบของทางราชการและมิให้จ้างเหมาพาหนะ
4.3 ค่าวีซ่าและภาษีสนามบินเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5,000 บาท ผู้สมัครรับทุนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกินกว่า 5,000 บาทเอง
4.4 ค่าเบี้ยประกันชีวิตและอุบัติเหตุเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5,000 บาท ผู้สมัครรับทุนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกินกว่า 5,000 บาทเอง
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาไม่ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนสำหรับค่าลงทะเบียนเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา หากเข้าร่วมโครงการไม่ครบตามเวลาที่ได้รับอนุมัติ จะต้องคืนค่า
เบี้ยเลี้ยง/ค่าที่พักที่อยู่ไม่ครบโดยคิดเป็นรายวัน
5. การพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ
การพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารและดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียน โดยพิจารณาจาก
-4-
5.1 ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบตามข้อ 3.4
5.2 ผู้สมัครที่กรอกรายละเอียดในใบสมัครและแนบหลักฐานประกอบการสมัครครบถ้วน
5.3 ผู้สมัครที่มีหนังสือตอบรับให้เข้าศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพซึ่งระบุรายวิชาที่รับลงทะเบียนเรียน มีการตกลงให้ถ่ายโอนหน่วยกิตและกำหนดระยะเวลาให้เข้าศึกษาชัดเจน
5.4 ผู้สมัครไม่อยู่ระหว่างรับทุนหรือสมัครรับทุน ณ ต่างประเทศจากแหล่งอื่น
5.5 รายวิชาที่ไปศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพต้องสัมพันธ์กับวิชาเอกหรือโทที่ศึกษาอยู่
ทั้งนี้ ผลการพิจารณาคัดเลือกของคณะกรรมการบริหารและดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียนจะถือเป็นที่สิ้นสุด
6. หลักฐานการสมัคร
6.1 แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกข้อความครบถ้วน (ตัวจริง) จำนวน 1 ชุด
6.2 หนังสือเสนอชื่อจากสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด (Home institutions) ลงนามโดยอธิการบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ (ตัวจริง) จำนวน 1 ฉบับ
6.3 หนังสือตอบรับจากสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพ จำนวน 1 ฉบับ
6.4 สำเนาระเบียนผลการศึกษา (Transcript of record) จนถึงภาคการศึกษาสุดท้ายก่อนวันสมัคร จำนวน 1 ชุด (หากใช้สำเนา ต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง)
6.5 หลักฐานแสดงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพที่จะไปแลกเปลี่ยน จำนวน 1 ชุด
6.6 แบบฟอร์มการรับรองการถ่ายโอนหน่วยกิต
6.7 หนังสือรับรองสุขภาพจากสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
7. การติดตามประเมินผล
หลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมโครงการ ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทุกคนจะต้องส่งเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดังนี้
7.1 รายงานการเข้าร่วมโครงการตามแบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
7.2 แบบฟอร์มการถ่ายโอนหน่วยกิตที่ระบุรายวิชา ผลการศึกษา และจำนวนหน่วยกิตที่ไปศึกษา ณ สถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพ รวมทั้งผลการศึกษาและจำนวนหน่วยกิตที่ถ่ายโอนกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
7.3 สำเนาระเบียนผลการศึกษา (Transcript of record) หรือหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงว่าได้ลงทะเบียนเรียนวิชานั้นๆ พร้อมระบุหน่วยกิตของแต่ละวิชา
7.4 รายงานการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามแบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา
-5-
8. ระยะเวลาดำเนินโครงการ
8.1 สถาบันอุดมศึกษาจัดลำดับและเสนอชื่อผู้สมัครไม่เกิน 5 คน ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2555
8.2 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาประกาศผลภายในวันที่ 30 เมษายน 2555
8.3 ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเดินทางก่อนวันที่ 30 กันยายน 2555
หมายเหตุ 1. การส่งใบสมัครทางไปรษณีย์จะถือวันที่ที่ไปรษณีย์ต้นทางประทับตราเป็นสำคัญและไม่รับใบสมัครหรือหลักฐานต่างๆ ที่ส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
2. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอาจพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครเพิ่มเติม หากมีทุน
เหลือเพียงพอ
รายละเอียด ดาวน์โหลดได้จาก www.inter.mua.go.th หัวข้อ Announcement
…………………………………………..
1. ความเป็นมาของโครงการ
การแลกเปลี่ยนนักศึกษาเป็นกิจกรรมที่สถาบันอุดมศึกษาในทุกภูมิภาคของโลกดำเนินการเนื่องจากหลายๆ เหตุผล ได้แก่ความต้องการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ต้องการพัฒนาคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ต้องการดึงองค์ความรู้จากนานาชาติมาพัฒนาประเทศ การประชาสัมพันธ์การศึกษาและวัฒนธรรมของประเทศให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ และอาเซียนจะเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบภายในปี 2558 ผลกระทบจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนต่อการศึกษาได้แก่การเปิดเสรีทางการศึกษาและการเคลื่อนย้ายกำลังคนเสรีในตลาดแรงงานของภูมิภาค โดยตลาดแรงงานจะมีโอกาสในการเลือกจ้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและความชำนาญมากขึ้น การแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานสูงขึ้น
ปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกนี้ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาต้องเตรียมนักศึกษาที่กำลังจะเป็นบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรอบรู้และสามารถที่จะเป็นพลโลกเพื่อแข่งขันได้ในตลาดแรงงานระดับภูมิภาคและระดับสากล การให้นักศึกษาได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการกระตุ้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม เรียนรู้วิธีการศึกษาในประเทศอื่นๆ เรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เรียนรู้วิชาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เรียนรู้ภาษาต่างประเทศทั้งด้านวิชาการและการสื่อสาร ได้เปิดโลกทัศน์สู่สากลรวมทั้งได้เครือข่ายในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต
จากเหตุผลข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียนเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาไทย และขณะเดียวกันก็ใช้การศึกษานำไปสู่ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยให้นักศึกษาสัญชาติไทยที่ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งรัฐและเอกชนได้รับจัดสรรทุนไปศึกษาระยะสั้นเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา แต่ไม่เกิน 4 เดือนในสาขาวิชาต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนและสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดในประเทศไทยได้
2. วัตถุประสงค์โครงการ
2.1 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาไทยให้พร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานในภูมิภาคอาเซียนและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ
2.2 เพื่อส่งเสริมการถ่ายโอนหน่วยกิตกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
2.3 เพื่อใช้การศึกษาเป็นตัวนำสู่การกระชับความสัมพันธ์และการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน
-2-
3. การดำเนินโครงการ
3.1 ประเภทกิจกรรม
จัดสรรทุนการศึกษาให้นักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ขึ้นไปจากทุกสถาบันอุดมศึกษาไทยไปลงทะเบียนเรียน (และต้องไม่ใช่การฝึกอบรมหรือดูงาน) ระยะเวลา 1 ภาคการศึกษาแต่ไม่เกิน
4 เดือนในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนประกอบด้วย 1) เนการาบรูไนดารุสซาลาม
2) ราชอาณาจักรกัมพูชา 3) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 4) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 5) มาเลเซีย 6) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ 7) สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 8) สาธารณรัฐสิงคโปร์ 9) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
3.2 การถ่ายโอนหน่วยกิต
นักศึกษาไทยลงทะเบียนเรียนอย่างน้อย 2 รายวิชาและต้องถ่ายโอนหน่วยกิตกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดอย่างน้อย 6 หน่วยกิต โดยต้องแสดงหลักฐานว่ามีการถ่ายโอนหน่วยกิต
ระหว่างกัน
3.3 นักศึกษาสามารถสมัครไปศึกษาได้ทุกสาขาวิชา
3.4 คุณสมบัติของนักศึกษาที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
3.4.1 ต้องเป็นนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาไทยและนักศึกษาต้องมีสัญชาติไทย
3.4.2 มีหนังสือรับรองจากสถาบันอุดมศึกษาว่าผู้สมัครมีสุขภาพกายและจิตแข็งแรง
3.4.3 กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี (ชั้นปีที่ 2 ขึ้นไป) และยังคงสถานภาพนักศึกษา
ณ วันที่ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
3.4.4 มีคะแนนเฉลี่ยสะสมจนถึงภาคการศึกษาสุดท้ายก่อนวันสมัครไม่ต่ำกว่า 2.75
3.4.5 รายวิชาที่ไปศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพ (Host institutions) ต้องเป็นรายวิชาที่สัมพันธ์กับวิชาเอกหรือโทที่ศึกษาอยู่
3.4.6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนใน
สถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพที่จะไปศึกษาได้ดี โดยผู้สมัครจะต้องยื่นหลักฐานดังนี้
(1) กรณีความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องแสดงผลสอบ TOEFL ไม่ต่ำกว่า 500 คะแนน (Paper-based) หรือ 173 ตามระบบ Computer-based หรือ 61 ตามระบบ Internet-based หรือผลสอบ IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.0 หรือมีผลคะแนนภาษาอังกฤษ Chulalongkorn University Test of English Proficiency (CU-TEP) หรือ Thammasat University General English Test (TU-GET) ที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้
(2) ผู้สมัครที่ใช้ภาษาอื่นๆ นอกเหนือจากข้อ (1) ในการศึกษา ณ สถาบันอุดมศึกษา
ของประเทศสมาชิกอาเซียนต้องมีสำเนาระเบียนผลการศึกษา (Transcript of record) ที่แสดงว่ามี การเรียนภาษานั้นๆ และมีความสามารถทางภาษานั้นๆ ในระดับดี (รายวิชาที่เกี่ยวข้องต้องได้เกรด B)
-3-
3.4.7 นักศึกษาที่ไปศึกษาสามารถเข้าร่วมโครงการได้ตลอดภาคการศึกษาตามระบบ
การศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่สมัครไปแลกเปลี่ยน (อาจเป็น Semester, Trimester หรือ Quarter) แต่ไม่เกิน 4 เดือน
3.4.8 ผู้สมัครทุนต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกและเสนอชื่อจากสถาบันอุดมศึกษา
ต้นสังกัด
4. ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้การสนับสนุน
4.1 ค่าเบี้ยเลี้ยงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนและที่พักแบบเหมาจ่ายไม่เกินจำนวน 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
4.2 ค่าเดินทางดังนี้
4.2.1 ค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับระหว่างประเทศ (อัตราตั๋วราชการชั้นประหยัด) ซึ่งออกโดยบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) จากประเทศไทยไปยังสนามบินปลายทางประเทศสมาชิกอาเซียน (ไม่รวมค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ) หากมีค่าใช้จ่ายเกินจากอัตราค่าโดยสารที่กำหนด ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง
4.2.2 ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินของสายการบินอื่น หรือประสงค์จะซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านตัวแทนจำหน่ายสามารถดำเนินการได้ โดยให้ถือปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0408.2/ว 112 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินราคาที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกินอัตราตั๋วราชการชั้นประหยัดที่กำหนดไว้
4.2.3 ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเดินทางโดยพาหนะได้สำหรับบางประเทศที่เป็น เพื่อนบ้านของประเทศไทยแต่ต้องเบิกตามราคาแต่ละบุคคล โดยเบิกในอัตราที่ประหยัดสุดตามระเบียบของทางราชการและมิให้จ้างเหมาพาหนะ
4.3 ค่าวีซ่าและภาษีสนามบินเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5,000 บาท ผู้สมัครรับทุนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกินกว่า 5,000 บาทเอง
4.4 ค่าเบี้ยประกันชีวิตและอุบัติเหตุเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5,000 บาท ผู้สมัครรับทุนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกินกว่า 5,000 บาทเอง
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาไม่ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนสำหรับค่าลงทะเบียนเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา หากเข้าร่วมโครงการไม่ครบตามเวลาที่ได้รับอนุมัติ จะต้องคืนค่า
เบี้ยเลี้ยง/ค่าที่พักที่อยู่ไม่ครบโดยคิดเป็นรายวัน
5. การพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ
การพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารและดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียน โดยพิจารณาจาก
-4-
5.1 ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบตามข้อ 3.4
5.2 ผู้สมัครที่กรอกรายละเอียดในใบสมัครและแนบหลักฐานประกอบการสมัครครบถ้วน
5.3 ผู้สมัครที่มีหนังสือตอบรับให้เข้าศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพซึ่งระบุรายวิชาที่รับลงทะเบียนเรียน มีการตกลงให้ถ่ายโอนหน่วยกิตและกำหนดระยะเวลาให้เข้าศึกษาชัดเจน
5.4 ผู้สมัครไม่อยู่ระหว่างรับทุนหรือสมัครรับทุน ณ ต่างประเทศจากแหล่งอื่น
5.5 รายวิชาที่ไปศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพต้องสัมพันธ์กับวิชาเอกหรือโทที่ศึกษาอยู่
ทั้งนี้ ผลการพิจารณาคัดเลือกของคณะกรรมการบริหารและดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทยและอาเซียนจะถือเป็นที่สิ้นสุด
6. หลักฐานการสมัคร
6.1 แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกข้อความครบถ้วน (ตัวจริง) จำนวน 1 ชุด
6.2 หนังสือเสนอชื่อจากสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด (Home institutions) ลงนามโดยอธิการบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ (ตัวจริง) จำนวน 1 ฉบับ
6.3 หนังสือตอบรับจากสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพ จำนวน 1 ฉบับ
6.4 สำเนาระเบียนผลการศึกษา (Transcript of record) จนถึงภาคการศึกษาสุดท้ายก่อนวันสมัคร จำนวน 1 ชุด (หากใช้สำเนา ต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง)
6.5 หลักฐานแสดงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพที่จะไปแลกเปลี่ยน จำนวน 1 ชุด
6.6 แบบฟอร์มการรับรองการถ่ายโอนหน่วยกิต
6.7 หนังสือรับรองสุขภาพจากสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
7. การติดตามประเมินผล
หลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมโครงการ ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทุกคนจะต้องส่งเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดังนี้
7.1 รายงานการเข้าร่วมโครงการตามแบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
7.2 แบบฟอร์มการถ่ายโอนหน่วยกิตที่ระบุรายวิชา ผลการศึกษา และจำนวนหน่วยกิตที่ไปศึกษา ณ สถาบันอุดมศึกษาเจ้าภาพ รวมทั้งผลการศึกษาและจำนวนหน่วยกิตที่ถ่ายโอนกลับมายังสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
7.3 สำเนาระเบียนผลการศึกษา (Transcript of record) หรือหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงว่าได้ลงทะเบียนเรียนวิชานั้นๆ พร้อมระบุหน่วยกิตของแต่ละวิชา
7.4 รายงานการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามแบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา
-5-
8. ระยะเวลาดำเนินโครงการ
8.1 สถาบันอุดมศึกษาจัดลำดับและเสนอชื่อผู้สมัครไม่เกิน 5 คน ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2555
8.2 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาประกาศผลภายในวันที่ 30 เมษายน 2555
8.3 ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเดินทางก่อนวันที่ 30 กันยายน 2555
หมายเหตุ 1. การส่งใบสมัครทางไปรษณีย์จะถือวันที่ที่ไปรษณีย์ต้นทางประทับตราเป็นสำคัญและไม่รับใบสมัครหรือหลักฐานต่างๆ ที่ส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
2. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอาจพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครเพิ่มเติม หากมีทุน
เหลือเพียงพอ
รายละเอียด ดาวน์โหลดได้จาก www.inter.mua.go.th หัวข้อ Announcement
…………………………………………..
สิทธิมนุษยชนในอิสลาม
สิทธิมนุษยชนในอิสลาม
﴿حقوق الإنسان في الإسلام﴾
] ไทย – Thai – تايلاندي [
มัสลัน มาหะมะ
ผู้ตรวจทาน : ทีมงานภาษาไทย เว็บอิสลามเฮ้าส์
ที่มา : เว็บอิสลามมอร์
2009 - 1430
﴿حقوق الإنسان في الإسلام﴾
« باللغة التايلاندية »
مزلان محمد
مراجعة: فريق اللغة التايلاندية بموقع دار الإسلام
مصدر: موقع إسلام مور www.islammore.com
2009 - 1430
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ
สิทธิมนุษยชนในอิสลาม
บทความนี้จะกล่าวถึงแนวคิดเบื้องต้นในอิสลามที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งถึงแม้อิสลามไม่ได้ร่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นการเฉพาะ แต่อิสลามได้ก้าวล้ำประชาคมโลกและให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนที่ซึมซับเข้าไปในจิตสำนึกและการศรัทธาพร้อมการประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ต่ออัลลอฮ์ และเป็นดัชนีชี้วัดของการเป็นมุสลิมที่ดี
แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชนได้กำเนิดเป็นทางการครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 (หลังจากการเผยแผ่ศาสนาอิสลามนานถึง 7 ศตวรรษ) อันสืบเนื่องจากการปฏิรูปชนชั้นในยุโรป ต่อมาได้มีการวิวัฒนาการในสหรัฐอเมริกา ในศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นการป้องกันการเหยียดผิว การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการป้องกันความอยุติธรรมในสังคม จนได้มีการยกย่องว่า ศตวรรษที่ 18 คือ ศตวรรษแห่งสิทธิมนุษยชน
องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ก่อตั้งครั้งแรกโดยสหประชาชาติในปี ค.ศ.1945 และในปี ค.ศ.1948 ได้มีการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลังจากประชาคมโลกตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่สมัชชาสหประชาชาติได้ให้การรับรองและประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1948 ซึ่งถือเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลของทุกปี ประกอบด้วยข้อความ 30 ข้อ เนื้อหาแบ่งเป็น 4 ส่วนได้แก่
ส่วนแรก เป็นคำปรารภที่กล่าวถึงหลักการสิทธิมนุษยชน ที่ว่ามนุษย์มีสิทธิในตนเอง มีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค ดังนั้นจึงห้ามเลือกปฏิบัติ และควรปฏิบัติต่อกันเสมือนเป็นพี่น้อง สิทธิมนุษยชนนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกประเทศที่จะสร้างหลักประกันแก่ทุกชีวิตด้วยการ เคารพหลักสิทธิเสรีภาพที่ปรากฏในปฏิญญานี้ เพื่อให้สิทธิมนุษยชนเป็นมาตรฐานร่วมกันสำหรับการปฏิบัติของผู้คนในสังคมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อันเป็นพื้นฐานแห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในโลก
ส่วนที่สอง กล่าวถึงสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Civil and Political Rights) ประกอบด้วย สิทธิในชีวิต เสรีภาพและความมั่นคง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก เสรีภาพสื่อมวลชน ในการชุมนุม การสมาคมรวมกลุ่ม และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการเข้าถึงบริการสาธารณะ
ส่วนที่สาม กล่าวถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (Economic Social and Cultural Rights) สิทธิดังกล่าวได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และได้รับผลทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง สิทธิในการศึกษา สิทธิในด้านแรงงาน สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ สิทธิในสวัสดิการสังคม การคุ้มครองแม่และเด็ก สิทธิในการได้รับความคุ้มครองทางวัฒนธรรม ศิลป ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
ส่วนที่สี่ กล่าวถึงหน้าที่ของบุคคล สังคมและรัฐ โดยที่จะต้องดำเนินการสร้างหลักประกันให้มีการคุ้มครองปรากฏในปฏิญญานี้ ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ห้ามรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน และจำกัดสิทธิของบุคคล มิให้ใช้สิทธิมนุษยชนละเมิดสิทธิของผู้อื่น สังคมและโลก
สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ประเทศไทยได้เป็นภาคีของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่โดยมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 199 และมาตรา 200 และพ.ร.บ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยมีคณะกรรมการ 11 ท่าน ทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องทุกข์และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำการไกล่เกลี่ย เสนอมาตรการในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ทั้งยังมีหน้าที่เสนอแนะนโยบาย และข้อเสนอในการปรับปรุงกฎมายต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน
ในปัจจุบันมีองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาชนในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำงานช่วยเหลือประชาชนทั้งการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิ ทั้งในระดับนโยบายและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหาทางแก้ไขปัญหาเท่าที่สามารถกระทำได้ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า ในสังคมไทยจะปลอดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน เรายังต้องอาศัยพลังจากประชาชนเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนเองและชุมชน จึงจะเป็นการสร้างความสงบสุขในสังคมได้
สิทธิมนุษยชนในอิสลาม
อิสลามได้ให้เกียรติแก่มนุษย์ และยกย่องมนุษย์โดยถือว่ามนุษย์ คือผู้ถูกสร้างที่สมบูรณ์และเพียบพร้อมที่สุด มนุษย์จึงถูกให้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพระเจ้าในการจรรโลงและพัฒนาโลกนี้ให้ถูกต้องตามครรลองและสอดคล้องกับกมลสันดานหรือสัญชาติญาณดั้งเดิม โดยที่อัลลอฮ์ ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์เพื่อทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
อัลลอฮ์ ได้กำหนดบทบัญญัติให้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ พระองค์ได้ประทานคัมภีร์เพื่อเป็นธรรมนูญชีวิตและส่งศาสนทูตเพื่อเป็นแบบอย่างในการนำคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน บทบัญญัติและคำสอนของอิสลามมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองปัจจัยสิทธิขั้นพื้นฐานทั้ง 5 ประการ คือ การคุ้มครองศาสนา การคุ้มครองชีวิต การคุ้มครองสติปัญญา การคุ้มครองพันธุ์กรรมหรือศักดิ์ศรี และการคุ้มครองทรัพย์สิน
สิทธิมนุษยชนในอิสลามจึงมีคุณลักษณะเฉพาะที่พอสรุปได้ดังนี้
1) สิทธิมนุษยชนในอิสลามเป็นส่วนหนึ่งของหลักความเชื่อในอิสลาม มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่พึงมีต่อพระเจ้า ต่อตนเอง เพื่อนร่วมโลก และสิ่งแวดล้อม
2) สิทธิมนุษยชนในอิสลามเป็นพรอันประเสริฐและความกรุณาของพระเจ้าที่มอบให้แก่มนุษย์ เป็นคำวิวรณ์จากพระเจ้าผ่านศาสนทูตแห่งพระองค์ สิทธิมนุษยชนในอิสลามจึงไม่ใช่เป็นการเรียกร้องเพื่อตอบสนองกระแสสังคม หรือเสียงสะท้อนของผู้ที่เสียเปรียบหรือได้เปรียบจากความขัดแย้งในสังคม
3) สิทธิมนุษยชนในอิสลามมีขอบเขตครอบคลุมมนุษยชาติทั้งมวล โดยไม่กำหนดเส้นแบ่งด้านสัญชาติ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือประเทศใดเป็นการเฉพาะ แต่มีเนื้อหาขอบเขตกว้างขวาง ตั้งแต่การศรัทธาในระดับจิตสำนึกไปจนถึงโครงสร้างทางสังคม และกำหนดนโยบายในระดับประเทศและนานาชาติที่ครอบคลุมมนุษยชาติในทุกยุคทุกสมัย
4) สิทธิมนุษยชนในอิสลาม คือ พฤติกรรมที่เป็นข้อเท็จจริงที่ซึมซับอยู่ในจิตสำนึกและพร้อมแสดงออกมาในภาคปฏิบัติซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการน้อมรับคำบัญชาของอัลลอฮ์ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจกฏหมายหรือข้อตกลงทางสังคมบังคับใช้
Dr.Ibrahim Madkur ผู้อำนวยการสถาบันภาษาอาหรับ กรุงไคโรกล่าวว่า
“สิทธิมนุษยชนที่มีการละเมิดในทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เรามีหน้าที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครองไว้ ความจริงแล้วอิสลามได้วางกฏเกณฑ์และให้มวลมนุษย์ดำรงไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ 14 ศตวรรษแล้ว อิสลามได้วางรากฐานสิทธิมนุษยชนก่อนที่จะมีการพูดถึงอย่างแพร่หลายใน ศตวรรษที่ 18 ที่ถือว่าเป็นศตวรรษแห่งสิทธิมนุษยชนด้วยซ้ำไป อิสลามได้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและได้กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติทางศาสนา และสิ่งที่พึงปฏิบัติในโลกดุนยาพร้อมกับได้กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการส่งเสริมจริยธรรมและจิตวิญญาณ”
อัลกุรอาน คือคัมภีร์แห่งมนุษยชาติ
อัลกุรอาน คือ ธรรมนูญสำหรับมนุษยชาติ ประเด็นหลักที่บรรจุในอัลกุรอานทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกับมนุษย์ เช่น อัลกุรอานได้เรียกร้องมนุษย์ว่า
«يا أيها الناس»
“โอ้ มวลมนุษยชาติทั้งหลาย”
โดยที่คำนี้จะถูกเรียกซ้ำในอัลกุรอาน ถึง 28 ครั้งในขณะที่คำว่าالناس (มนุษย์ทั้งหลาย) ได้ถูกใช้ในอัลกุรอานถึง 280 ครั้ง คำว่า إنسان (คำเอกพจน์ของมนุษย์) ปรากฏในอัลกุรอาน 63 ครั้ง และคำว่า بني ادم (ลูกหลานอาดัม) ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานถึง 6 ครั้ง และเพื่อเป็นการยืนยันว่าอัลกุรอานได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด จะสังเกตได้จากโองการแรกที่ถูกประทานลงมายังนบีมุฮัมมัด ที่ได้กล่าวซ้ำคำว่า إنسان (มนุษย์) ถึง 2 ครั้งทีเดียว ในขณะที่ซูเราะฮ์ลำดับสุดท้ายในอัลกุรอานคือ ซูเราะฮ์ อันนาส ซึ่งหมายถึงมนุษย์เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้เนื้อหาโดยรวมในอัลกุรอานเป็นการเชิญชวนและเรียกร้องมนุษย์ให้รู้จักรากเหง้าและต้นกำเนิดอันแท้จริงของตน รับทราบคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เชิญชวนมนุษย์ให้มีความเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการอยู่บนโลกนี้ ชี้แนะให้รู้จักและยึดมั่นบนเส้นทางการดำเนินชีวิตที่ประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งให้รำลึกถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตสู่ความสุขอันนิรันดร์ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าอัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งมนุษยชาติโดยแท้จริง
คุฏบะฮฺวะดาอฺ (เทศนาธรรมอำลาของท่านศานทูต) คือ การประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของมนุษยชาติ
ในปีที่ 10 ฮศ. ศาสนทูตมุฮัมมัด พร้อมด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺหรือสหายของท่านกว่า 100,000 คนได้พร้อมกันประกอบพิธีหัจญ์ ณ ทุ่งอะเราะฟะฮฺในวันที่เปี่ยมด้วยความศานติ ศาสนทูตมุฮัมมัด ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ถือเป็นบทปัจฉิมนิเทศในอิสลาม และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่สามารถรวบรวมพลโลกนับแสนที่หลากหลาย ด้านภาษา สีผิว วงศ์ตระกูล เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ คลื่นมหาชนได้รวมตัว ณ สถานที่เดียวกัน วันเวลาเดียวกัน มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์เดียวกัน การปฏิบัติศาสนกิจที่พร้อมเพรียงกัน ด้วยการแต่งกายที่เหมือนกัน ภายใต้การนำโดยผู้นำสูงสุดคนเดียว เนื้อหาหลักของคุฏบะฮฺวะดาอฺเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของอิสลามที่ครอบคลุมหลักพื้นฐานของการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติ ความรับผิดชอบในหน้าที่ การยอมรับสิทธิส่วนบุคคล การใช้ชีวิตในครอบครัว ฐานะของสตรีในอิสลามและบทบาทของนางต่อการสร้างครอบครัวเปี่ยมสุข หลักการยึดมั่นในอัลกุรอานและซุนนะฮ์โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิต เลือด ทรัพย์สินและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ดังปรากฏในส่วนหนึ่งของคุฏบะฮฺ ความว่า
“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงเลือด ทรัพย์สมบัติและศักดิ์ศรีของท่านจะได้รับการปกป้องและห้ามมิให้เกิดการล่วงละเมิด จนกว่าท่านทั้งหลายจะกลับไปสู่พระเจ้าของท่าน เฉกเช่นกับการห้ามมิให้มีการล่วงละเมิดในวันนี้ เดือนนี้และสถานที่แห่งนี้”
เรียบเรียงโดย อ.มัสลัน มาหะมะ
คัดจาก : เว็บอิสลามมอร์
http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=55&id=973
﴿حقوق الإنسان في الإسلام﴾
] ไทย – Thai – تايلاندي [
มัสลัน มาหะมะ
ผู้ตรวจทาน : ทีมงานภาษาไทย เว็บอิสลามเฮ้าส์
ที่มา : เว็บอิสลามมอร์
2009 - 1430
﴿حقوق الإنسان في الإسلام﴾
« باللغة التايلاندية »
مزلان محمد
مراجعة: فريق اللغة التايلاندية بموقع دار الإسلام
مصدر: موقع إسلام مور www.islammore.com
2009 - 1430
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ
สิทธิมนุษยชนในอิสลาม
บทความนี้จะกล่าวถึงแนวคิดเบื้องต้นในอิสลามที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งถึงแม้อิสลามไม่ได้ร่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นการเฉพาะ แต่อิสลามได้ก้าวล้ำประชาคมโลกและให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนที่ซึมซับเข้าไปในจิตสำนึกและการศรัทธาพร้อมการประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ต่ออัลลอฮ์ และเป็นดัชนีชี้วัดของการเป็นมุสลิมที่ดี
แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชนได้กำเนิดเป็นทางการครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 (หลังจากการเผยแผ่ศาสนาอิสลามนานถึง 7 ศตวรรษ) อันสืบเนื่องจากการปฏิรูปชนชั้นในยุโรป ต่อมาได้มีการวิวัฒนาการในสหรัฐอเมริกา ในศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นการป้องกันการเหยียดผิว การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการป้องกันความอยุติธรรมในสังคม จนได้มีการยกย่องว่า ศตวรรษที่ 18 คือ ศตวรรษแห่งสิทธิมนุษยชน
องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ก่อตั้งครั้งแรกโดยสหประชาชาติในปี ค.ศ.1945 และในปี ค.ศ.1948 ได้มีการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลังจากประชาคมโลกตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่สมัชชาสหประชาชาติได้ให้การรับรองและประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1948 ซึ่งถือเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลของทุกปี ประกอบด้วยข้อความ 30 ข้อ เนื้อหาแบ่งเป็น 4 ส่วนได้แก่
ส่วนแรก เป็นคำปรารภที่กล่าวถึงหลักการสิทธิมนุษยชน ที่ว่ามนุษย์มีสิทธิในตนเอง มีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค ดังนั้นจึงห้ามเลือกปฏิบัติ และควรปฏิบัติต่อกันเสมือนเป็นพี่น้อง สิทธิมนุษยชนนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกประเทศที่จะสร้างหลักประกันแก่ทุกชีวิตด้วยการ เคารพหลักสิทธิเสรีภาพที่ปรากฏในปฏิญญานี้ เพื่อให้สิทธิมนุษยชนเป็นมาตรฐานร่วมกันสำหรับการปฏิบัติของผู้คนในสังคมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อันเป็นพื้นฐานแห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในโลก
ส่วนที่สอง กล่าวถึงสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Civil and Political Rights) ประกอบด้วย สิทธิในชีวิต เสรีภาพและความมั่นคง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก เสรีภาพสื่อมวลชน ในการชุมนุม การสมาคมรวมกลุ่ม และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการเข้าถึงบริการสาธารณะ
ส่วนที่สาม กล่าวถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (Economic Social and Cultural Rights) สิทธิดังกล่าวได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และได้รับผลทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง สิทธิในการศึกษา สิทธิในด้านแรงงาน สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ สิทธิในสวัสดิการสังคม การคุ้มครองแม่และเด็ก สิทธิในการได้รับความคุ้มครองทางวัฒนธรรม ศิลป ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
ส่วนที่สี่ กล่าวถึงหน้าที่ของบุคคล สังคมและรัฐ โดยที่จะต้องดำเนินการสร้างหลักประกันให้มีการคุ้มครองปรากฏในปฏิญญานี้ ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ห้ามรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน และจำกัดสิทธิของบุคคล มิให้ใช้สิทธิมนุษยชนละเมิดสิทธิของผู้อื่น สังคมและโลก
สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ประเทศไทยได้เป็นภาคีของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่โดยมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 199 และมาตรา 200 และพ.ร.บ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยมีคณะกรรมการ 11 ท่าน ทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องทุกข์และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำการไกล่เกลี่ย เสนอมาตรการในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม ทั้งยังมีหน้าที่เสนอแนะนโยบาย และข้อเสนอในการปรับปรุงกฎมายต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน
ในปัจจุบันมีองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาชนในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำงานช่วยเหลือประชาชนทั้งการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิ ทั้งในระดับนโยบายและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหาทางแก้ไขปัญหาเท่าที่สามารถกระทำได้ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า ในสังคมไทยจะปลอดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน เรายังต้องอาศัยพลังจากประชาชนเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนเองและชุมชน จึงจะเป็นการสร้างความสงบสุขในสังคมได้
สิทธิมนุษยชนในอิสลาม
อิสลามได้ให้เกียรติแก่มนุษย์ และยกย่องมนุษย์โดยถือว่ามนุษย์ คือผู้ถูกสร้างที่สมบูรณ์และเพียบพร้อมที่สุด มนุษย์จึงถูกให้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพระเจ้าในการจรรโลงและพัฒนาโลกนี้ให้ถูกต้องตามครรลองและสอดคล้องกับกมลสันดานหรือสัญชาติญาณดั้งเดิม โดยที่อัลลอฮ์ ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์เพื่อทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
อัลลอฮ์ ได้กำหนดบทบัญญัติให้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ พระองค์ได้ประทานคัมภีร์เพื่อเป็นธรรมนูญชีวิตและส่งศาสนทูตเพื่อเป็นแบบอย่างในการนำคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน บทบัญญัติและคำสอนของอิสลามมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองปัจจัยสิทธิขั้นพื้นฐานทั้ง 5 ประการ คือ การคุ้มครองศาสนา การคุ้มครองชีวิต การคุ้มครองสติปัญญา การคุ้มครองพันธุ์กรรมหรือศักดิ์ศรี และการคุ้มครองทรัพย์สิน
สิทธิมนุษยชนในอิสลามจึงมีคุณลักษณะเฉพาะที่พอสรุปได้ดังนี้
1) สิทธิมนุษยชนในอิสลามเป็นส่วนหนึ่งของหลักความเชื่อในอิสลาม มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่พึงมีต่อพระเจ้า ต่อตนเอง เพื่อนร่วมโลก และสิ่งแวดล้อม
2) สิทธิมนุษยชนในอิสลามเป็นพรอันประเสริฐและความกรุณาของพระเจ้าที่มอบให้แก่มนุษย์ เป็นคำวิวรณ์จากพระเจ้าผ่านศาสนทูตแห่งพระองค์ สิทธิมนุษยชนในอิสลามจึงไม่ใช่เป็นการเรียกร้องเพื่อตอบสนองกระแสสังคม หรือเสียงสะท้อนของผู้ที่เสียเปรียบหรือได้เปรียบจากความขัดแย้งในสังคม
3) สิทธิมนุษยชนในอิสลามมีขอบเขตครอบคลุมมนุษยชาติทั้งมวล โดยไม่กำหนดเส้นแบ่งด้านสัญชาติ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือประเทศใดเป็นการเฉพาะ แต่มีเนื้อหาขอบเขตกว้างขวาง ตั้งแต่การศรัทธาในระดับจิตสำนึกไปจนถึงโครงสร้างทางสังคม และกำหนดนโยบายในระดับประเทศและนานาชาติที่ครอบคลุมมนุษยชาติในทุกยุคทุกสมัย
4) สิทธิมนุษยชนในอิสลาม คือ พฤติกรรมที่เป็นข้อเท็จจริงที่ซึมซับอยู่ในจิตสำนึกและพร้อมแสดงออกมาในภาคปฏิบัติซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการน้อมรับคำบัญชาของอัลลอฮ์ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจกฏหมายหรือข้อตกลงทางสังคมบังคับใช้
Dr.Ibrahim Madkur ผู้อำนวยการสถาบันภาษาอาหรับ กรุงไคโรกล่าวว่า
“สิทธิมนุษยชนที่มีการละเมิดในทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เรามีหน้าที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครองไว้ ความจริงแล้วอิสลามได้วางกฏเกณฑ์และให้มวลมนุษย์ดำรงไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ 14 ศตวรรษแล้ว อิสลามได้วางรากฐานสิทธิมนุษยชนก่อนที่จะมีการพูดถึงอย่างแพร่หลายใน ศตวรรษที่ 18 ที่ถือว่าเป็นศตวรรษแห่งสิทธิมนุษยชนด้วยซ้ำไป อิสลามได้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและได้กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติทางศาสนา และสิ่งที่พึงปฏิบัติในโลกดุนยาพร้อมกับได้กำหนดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการส่งเสริมจริยธรรมและจิตวิญญาณ”
อัลกุรอาน คือคัมภีร์แห่งมนุษยชาติ
อัลกุรอาน คือ ธรรมนูญสำหรับมนุษยชาติ ประเด็นหลักที่บรรจุในอัลกุรอานทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกับมนุษย์ เช่น อัลกุรอานได้เรียกร้องมนุษย์ว่า
«يا أيها الناس»
“โอ้ มวลมนุษยชาติทั้งหลาย”
โดยที่คำนี้จะถูกเรียกซ้ำในอัลกุรอาน ถึง 28 ครั้งในขณะที่คำว่าالناس (มนุษย์ทั้งหลาย) ได้ถูกใช้ในอัลกุรอานถึง 280 ครั้ง คำว่า إنسان (คำเอกพจน์ของมนุษย์) ปรากฏในอัลกุรอาน 63 ครั้ง และคำว่า بني ادم (ลูกหลานอาดัม) ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานถึง 6 ครั้ง และเพื่อเป็นการยืนยันว่าอัลกุรอานได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด จะสังเกตได้จากโองการแรกที่ถูกประทานลงมายังนบีมุฮัมมัด ที่ได้กล่าวซ้ำคำว่า إنسان (มนุษย์) ถึง 2 ครั้งทีเดียว ในขณะที่ซูเราะฮ์ลำดับสุดท้ายในอัลกุรอานคือ ซูเราะฮ์ อันนาส ซึ่งหมายถึงมนุษย์เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้เนื้อหาโดยรวมในอัลกุรอานเป็นการเชิญชวนและเรียกร้องมนุษย์ให้รู้จักรากเหง้าและต้นกำเนิดอันแท้จริงของตน รับทราบคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เชิญชวนมนุษย์ให้มีความเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการอยู่บนโลกนี้ ชี้แนะให้รู้จักและยึดมั่นบนเส้นทางการดำเนินชีวิตที่ประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งให้รำลึกถึงจุดหมายปลายทางของชีวิตสู่ความสุขอันนิรันดร์ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าอัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งมนุษยชาติโดยแท้จริง
คุฏบะฮฺวะดาอฺ (เทศนาธรรมอำลาของท่านศานทูต) คือ การประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของมนุษยชาติ
ในปีที่ 10 ฮศ. ศาสนทูตมุฮัมมัด พร้อมด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺหรือสหายของท่านกว่า 100,000 คนได้พร้อมกันประกอบพิธีหัจญ์ ณ ทุ่งอะเราะฟะฮฺในวันที่เปี่ยมด้วยความศานติ ศาสนทูตมุฮัมมัด ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ถือเป็นบทปัจฉิมนิเทศในอิสลาม และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่สามารถรวบรวมพลโลกนับแสนที่หลากหลาย ด้านภาษา สีผิว วงศ์ตระกูล เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ คลื่นมหาชนได้รวมตัว ณ สถานที่เดียวกัน วันเวลาเดียวกัน มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์เดียวกัน การปฏิบัติศาสนกิจที่พร้อมเพรียงกัน ด้วยการแต่งกายที่เหมือนกัน ภายใต้การนำโดยผู้นำสูงสุดคนเดียว เนื้อหาหลักของคุฏบะฮฺวะดาอฺเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของอิสลามที่ครอบคลุมหลักพื้นฐานของการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติ ความรับผิดชอบในหน้าที่ การยอมรับสิทธิส่วนบุคคล การใช้ชีวิตในครอบครัว ฐานะของสตรีในอิสลามและบทบาทของนางต่อการสร้างครอบครัวเปี่ยมสุข หลักการยึดมั่นในอัลกุรอานและซุนนะฮ์โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิต เลือด ทรัพย์สินและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ดังปรากฏในส่วนหนึ่งของคุฏบะฮฺ ความว่า
“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงเลือด ทรัพย์สมบัติและศักดิ์ศรีของท่านจะได้รับการปกป้องและห้ามมิให้เกิดการล่วงละเมิด จนกว่าท่านทั้งหลายจะกลับไปสู่พระเจ้าของท่าน เฉกเช่นกับการห้ามมิให้มีการล่วงละเมิดในวันนี้ เดือนนี้และสถานที่แห่งนี้”
เรียบเรียงโดย อ.มัสลัน มาหะมะ
คัดจาก : เว็บอิสลามมอร์
http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=55&id=973
เป็นมากกว่าคำว่าผ้าคลุม
อายะฮฺและหะดีษเกี่ยวกับหิญาบ
﴿آيات وأحاديث في الحجاب﴾
] ไทย – Thai – تايلاندي [
เว็บอิสลาม ถามตอบ
แปลโดย : ทีมงานบะนาตุลฮุดา
ผู้ตรวจทาน : ทีมงานภาษาไทยอิสลามเฮ้าส์
ที่มา : www.islamqa.com
2010 - 1431
﴿آيات وأحاديث في الحجاب﴾
« باللغة التايلاندية »
موقع الإسلام سؤال وجواب
ترجمة: فريق موقع بنات الهدى
مراجعة: فريق اللغة التايلاندية بموقع دار الإسلام
المصدر: www.islamqa.com
2010 - 1431
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ
อายะฮฺและหะดีษเกี่ยวกับหิญาบ
คำถาม:
กรุณายกอัลกุรอานและหะดีษเกี่ยวกับความสำคัญของหิญาบสำหรับสตรี
คำตอบ:
มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
1. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَقُل لِّلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَى جُيُوبِهِنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاء بُعُولَتِهِنَّ أَوْ أَبْنَائِهِنَّ أَوْ أَبْنَاء بُعُولَتِهِنَّ أَوْ إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي أَخَوَاتِهِنَّ أَوْ نِسَائِهِنَّ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ أَوِ التَّابِعِينَ غَيْرِ أُوْلِي الْإِرْبَةِ مِنَ الرِّجَالِ أَوِ الطِّفْلِ الَّذِينَ لَمْ يَظْهَرُوا عَلَى عَوْرَاتِ النِّسَاء وَلَا يَضْرِبْنَ بِأَرْجُلِهِنَّ لِيُعْلَمَ مَا يُخْفِينَ مِن زِينَتِهِنَّ وَتُوبُوا إِلَى اللهِ جَمِيعاً أَيُّهَا الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ﴾ (النور : 31 )
ความว่า “และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงทั้งหลาย ให้พวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ำ (จากสิ่งต้องห้าม) และให้พวกนางรักษาทวารของพวกนาง (จากการประพฤติผิดทางเพศ) และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับ เว้นแต่สิ่งที่เปิดเผยได้ (เช่น ตาทั้งสองข้างเพราะความจำเป็นในการมอง ฝ่ามือด้านนอก หรือตาข้างหนึ่ง หรือเสื้อผ้า เช่น ผ้าคลุม ถุงมือ) และให้พวกนางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของนางลงมาถึงญุยูบิฮินนะ (คือคอเสื้อคลุมของพวกนาง ซึ่งรวมใบหน้า คอ และหน้าอก) และอย่าให้พวกนางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของสามีของพวกนาง หรือลูกชายของพวกนาง หรือลูกชายของสามีของพวกนาง หรือพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกนาง หรือพวกผู้หญิง (มุสลิม) ของพวกนาง หรือที่มือขวาของพวกนางครอบครอง (ทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้นางกระทืบเท้าของพวกนาง เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกนางควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกนาง และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” [อันนูร 24:31]
2. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَالْقَوَاعِدُ مِنَ النِّسَاء اللَّاتِي لَا يَرْجُونَ نِكَاحاً فَلَيْسَ عَلَيْهِنَّ جُنَاحٌ أَن يَضَعْنَ ثِيَابَهُنَّ غَيْرَ مُتَبَرِّجَاتٍ بِزِينَةٍ وَأَن يَسْتَعْفِفْنَ خَيْرٌ لَّهُنَّ وَاللهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และบรรดาหญิงวัยชราซึ่งพวกนางไม่ปรารถนาที่จะสมรสแล้ว ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนางที่จะเปลื้องเสื้อผ้า (ภายนอก) ของนางออก โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม และหากพวกนางงดเว้นเสียก็จะเป็นการดีแก่พวกนาง และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้” [อันนูร 24:60]
หญิงวัยชรา หมายถึง สตรีที่ไม่มีประจำเดือนนานแล้ว ซึ่งพวกนางไม่สามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้
ต่อไปจะมีคำอธิบายของ หัฟเศาะหฺ บินตุ ซีรีน เกี่ยวกับคำอายะฮฺนี้
3. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ قُل لِّأَزْوَاجِكَ وَبَنَاتِكَ وَنِسَاء الْمُؤْمِنِينَ يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِن جَلَابِيبِهِنَّ ذَلِكَ أَدْنَى أَن يُعْرَفْنَ فَلَا يُؤْذَيْنَ وَكَانَ اللهُ غَفُوراً رَّحِيماً﴾ (الأحزاب : 59 )
ความว่า “โอ้นบี (มุฮัมมัด) เอ๋ย จงกล่าวแก่ภรรยาของเจ้าและบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดทั้งเรือนร่าง (ปกปิดอย่างสมบูรณ์ยกเว้นตาหนึ่งหรือสองข้างเพื่อมองทาง) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก (ในฐานะหญิงอิสรชน) เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” [อัลอะหฺซาบ 33:59]
4. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَدْخُلُوا بُيُوتَ النَّبِيِّ إِلَّا أَن يُؤْذَنَ لَكُمْ إِلَى طَعَامٍ غَيْرَ نَاظِرِينَ إِنَاهُ وَلَكِنْ إِذَا دُعِيتُمْ فَادْخُلُوا فَإِذَا طَعِمْتُمْ فَانتَشِرُوا وَلَا مُسْتَأْنِسِينَ لِحَدِيثٍ إِنَّ ذَلِكُمْ كَانَ يُؤْذِي النَّبِيَّ فَيَسْتَحْيِي مِنكُمْ وَاللهُ لَا يَسْتَحْيِي مِنَ الْحَقِّ وَإِذَا سَأَلْتُمُوهُنَّ مَتَاعاً فَاسْأَلُوهُنَّ مِن وَرَاء حِجَابٍ ذَلِكُمْ أَطْهَرُ لِقُلُوبِكُمْ وَقُلُوبِهِنَّ وَمَا كَانَ لَكُمْ أَن تُؤْذُوا رَسُولَ اللهِ وَلَا أَن تَنكِحُوا أَزْوَاجَهُ مِن بَعْدِهِ أَبَداً إِنَّ ذَلِكُمْ كَانَ عِندَ اللهِ عَظِيماً﴾ (الأحزاب : 53 )
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปในบ้านทั้งหลายของนบี เว้นแต่จะเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า เพื่อรับประทานอาหาร โดยมิต้องคอยการปรุงอาหารให้สุกเสียก่อน แต่เมื่อพวกเจ้าได้รับเชิญก็จงเข้าไป ครั้นเมื่อพวกเจ้ารับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จงแยกย้ายกันออกไป และอย่าเป็นผู้ชอบวิสาสะในการสนทนา แท้จริงในการนั้นย่อมทำความรำคาญให้แก่ท่านนบี ซึ่งท่านกระดากอายพวกเจ้า แต่อัลลอฮฺไม่ทรงกระดากอายต่อความจริง และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนางก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง และไม่เป็นการบังควรแก่พวกเจ้าที่จะก่อความรำคาญให้แก่ร่อซูลของอัลลอฮฺ และพวกเจ้าจะต้องไม่แต่งงานกับบรรดาภริยาของท่าน หลังจากท่าน (ได้สิ้นชีพไปแล้ว) เป็นอันขาด แท้จริงในการนั้น ณ ที่อัลลอฮฺเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงนัก” [อัลอะหฺซาบ 33:60]
หลักฐานจากอัลหะดีษ
1. รายงานจาก เศาะฟียะฮฺ บินตุ ชัยบะฮฺ ว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า เมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา “และให้พวกนางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงคอเสื้อคลุมของพวกนาง (ญุยูบิฮินนะ รวมร่างกาย ใบหน้า คอ และหน้าอก)” พวกนางได้นำอิซาร (เสื้อผ้าชนิดหนึ่ง) มาฉีกขอบผ้า แล้วใช้มันปิดใบหน้าของพวกนาง” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, 4481)
ในอีกรายงานหนึ่งรายงานโดย อบูดาวูด (4102) ดังนี้ “ขออัลลอฮฺทรงเมตตาสตรีชาวมุฮาญิร เมื่ออัลลอฮฺทรงประทานอายะฮฺ “และให้พวกนางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ (ร่างกาย ใบหน้า คอ และหน้าอก)” พวกนางฉีกส่วนที่หนาที่สุดของผ้ากันเปื้อนของพวกนางและใช้มันปกปิดใบหน้า”
ชัยคฺ มุฮัมมัด อัลอะมีน อัชชันกีฏี เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า หะดีษนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่บรรดาเศาะหาบียะฮฺเข้าใจต่ออายะฮฺ “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ว่าหมายถึงให้ปกปิดใบหน้า และพวกนางได้ฉีกเสื้อผ้าของนางเพื่อปกปิดใบหน้า เป็นการเชื่อฟังคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺในอายะฮฺนี้ ดังนั้นบุคคลที่มีใจเป็นกลางจะเข้าใจว่า การคลุมหิญาบและการคลุมหน้าของสตรีต่อหน้าผู้ชายถูกสั่งใช้ในซุนนะฮฺที่เศาะฮีหฺซึ่งอธิบายคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ยกย่องสตรีที่รีบทำตามคำสั่งใช้ที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาในคัมภีร์ของพระองค์ เป็นที่ทราบกันว่าความเข้าใจของพวกนางในอายะฮฺ “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ว่าหมายถึงการคลุมหน้านั้นมาจากท่านนบี เพราะท่านนบี อยู่ที่นั่นและบรรดาสตรีจะถามท่านเกี่ยวกับทุกสิ่งที่นางไม่เข้าใจในศาสนา อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَأَنزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ وَلَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ﴾ (النحل : 44 )
ความว่า “และเราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้า (มุฮัมมัด) ซึ่งซิกรฺ (คำแนะนำและข้อตักเตือน หมายถึง ซุนนะฮฺ) เพื่อเจ้าจะได้ชี้แจงแก่มนุษย์ ซึ่งสิ่งที่ได้ถูกประทานมาแก่พวกเขา (คือ อัลกุรอาน) และเพื่อพวกเขาจะได้ไตร่ตรอง” [อันนะหฺล 16:44]
อิบนุ หะญัร เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวในฟัตหุลบารี ว่า รายงานของ อิบนุ อบี หาติม จาก อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุษมาน อิบนุ ค็อยซัม จากเศาะฟียะฮฺ อธิบายว่า รายงานนี้กล่าวว่า เราได้อ้างถึงสตรีชาวกุร็อยชฺและความดีของพวกนางที่ปรากฏในคำกล่าวของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่า “สตรีชาวกุร็อยชฺเป็นคนดี แต่ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่เคยเห็นใครดีกว่าหรือศรัทธาต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺอย่างเข้มแข็ง มากไปกว่าสตรีชาวอันศอร เมื่อซูเราะฮฺอันนูรถูกประทานลงมา “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ผู้ชายในครอบครัวของพวกนางมายังพวกนางและอธิบายสิ่งที่ถูกประทานลงมา และไม่มีสตรีคนใดในหมู่พวกนางเว้นแต่ได้ฉีกผ้าเอามาปิดหน้า และติดตามด้วยการละหมาดยามเช้าในสภาพที่ห่อหุ้มเหมือนมีกาอยู่บนศีรษะของพวกนาง” หะดีษนี้ได้ถูกบันทึกอย่างชัดเจนในรายงานของอัลบุคอรีก่อนหน้านี้ ซึ่งเราทราบว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เป็นผู้มีความรอบรู้และเคร่งครัดศาสนา ได้ยกย่องบรรดาสตรีชาวอันศอรจากการกระทำดังกล่าวว่า ไม่เคยเห็นสตรีคนใดศรัทธาในคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺอย่างเข้มแข็งเท่ากับพวกนาง นี่เป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกนางเข้าใจอายะฮฺ “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ว่าหมายถึงคำสั่งบังคับใช้ให้ปิดใบหน้า และสิ่งนี้เกิดจากความศรัทธาของพวกนางต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺ การคลุมหิญาบและการคลุมหน้าของสตรีเมื่อยู่ต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมเป็นการกระทำของผู้ศรัทธาต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺ เป็นเรื่องแปลกมากสำหรับบางคนที่อ้างว่ามีความรู้กลับกล่าวว่า การคลุมหน้าของสตรีเมื่ออยู่ต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมนั้นไม่มีปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ ทั้งๆ ที่บรรดาเศาะหาบียะฮฺปฏิบัติด้วยความเชื่อฟังในคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ การให้ความหมายดังกล่าวนี้ตั้งมั่นอยู่ในซุนนะฮฺซึ่งรายงานจากอัลบุคอรีที่อ้างอิงก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ในบรรดาหลักฐานที่แข็งแรงที่สุดว่าสตรีทุกคนถูกสั่งใช้ให้คลุมหิญาบ (อัฎวาอ์ อัลบะยาน, 6/594-595)
2. รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่าบรรดาภรรยาของท่านนบี ได้เคยออกไปยังอัลมะนาศิอฺ (สถานที่ซึ่งทราบกันว่าอยู่ในเส้นทางของอัลบะกีอฺ) ในเวลากลางคืนเพื่อถ่ายทุกข์ และอุมัร ได้เสนอกล่าวแก่ท่านนบี ว่า “ให้ภรรยาของท่านคลุมหิญาบ” แต่ท่านร่อซูล ไม่ได้ทำตามนั้น หลังจากนั้น ในคืนหนึ่ง ท่านหญิงเซาดะฮฺ บินตุ ซัมอะฮฺ ภรรยาของท่านนบี ได้ออกไปในเวลาอิชาอ์และนางเป็นคนสูง อุมัรตะโกนไปยังนางว่า “พวกเราจำท่านได้ โอ้เซาดะฮฺ” หวังว่าหิญาบจะถูกประทานลงมา แล้วหลังจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงประทานอายะฮฺเกี่ยวกับหิญาบลงมา (อัลบุคอรี, 146; มุสลิม, 2170)
3. รายงานจาก อิบนุ ชิฮาบ ว่า อนัส กล่าวว่า ฉันเป็นผู้รอบรู้ที่สุดในเรื่องหิญาบ อุบัยย์ อิบนุ กะอับ เคยถามฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อท่านร่อซูล แต่งงานกับซัยนับ บินตุ ญะห์ชฺ ในเมืองมะดีนะฮฺ ท่านร่อซูล เชิญผู้คนไปทานอาหารหลังดวงอาทิตย์ขึ้น ท่านร่อซูล ได้นั่งลงและผู้ชายบางคนนั่งรอบๆ ท่าน ภายหลังผู้คนได้กลับไป จนกระทั่งท่านยืนขึ้นและเดินไปโดยที่ฉันเดินไปกับท่าน จนถึงประตูที่พักของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านคิดว่าพวกเขาได้กลับไปแล้ว ท่านจึงกลับไปและฉันกลับไปกับท่าน และผู้คนยังนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ท่านกลับมาที่บ้านอาอิชะฮฺอีกครั้งและฉันไปกับท่านจนถึงประตูที่พักของท่านหญิงอาอิชะฮฺ จากนั้นท่านกลับมาและฉันได้มากับท่าน และผู้คนได้จากไปแล้ว ท่านจึงกางม่านลงระหว่างฉันกับท่าน และอายะฮฺอัลกุรอานเกี่ยวกับหิญาบก็ถูกประทานลงมา” (อัลบุคอรี, 5149; มุสลิม, 1428)
4.รายงานจาก อุรวะฮฺ ว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า “ท่านร่อซูล ได้ไปละหมาดศุบหฺและสตรีผู้ศรัทธาได้เข้าร่วมละหมาดกับท่านโดยคลุมหน้าไป จากนั้นพวกนางกลับบ้านของพวกนางโดยที่ไม่มีใครจำพวกนางได้” (อัลบุคอรี, 365; มุสลิม, 645)
5. รายงานท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่า “มีผู้ขี่พาหนะผ่านมายังเราขณะเราครองอิหฺรอม และกำลังอยู่ร่วมกับท่านร่อซูลุลลอฮฺ เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ พวกเราละคนก็จะดึงญิลบาบลงมาปิดใบหน้า และเมื่อพวกเขาไปแล้วเราก็เปิดใบหน้าของเราเช่นเดิม” (บันทึกโดยอบูดาวูด, 1833; อิบนุมาญะฮฺ, 2935; จัดเป็นหะดีษเศาะฮีหฺโดย อิบนุ คุซัยมะฮฺ (4,203) และโดย อัลอัลบานี ใน กิตาบ ญิลบาบ อัลมัรอะฮฺ อัลมุสลิมะฮฺ)
6. รายงานจากอัสมาอ์ บินตุ อบูบักร กล่าวว่า “เราคลุมหน้าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชาย” บันทึกโดย อิบนุ คุซัยมะฮฺ, 4/203; อัลหากิม, 1/624; อัลหากิม จัดระดับเป็นหะดีษเศาะฮีหฺและ อัซซะฮะบี เห็นด้วยกับเขา และ อัลอัลบานี กล่าวไว้ใน ญิลบาบ อัลมัรอะฮฺ อัลมุสลิมะฮฺ ว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษเศาะฮีหฺ)
7. รายงานจาก อาศิม อัลอะหฺวัล กล่าวว่า เราเคยเข้าไปยังหัฟเศาะหฺ บินตุ ซีรีน ขณะสวมญิลบาบ ดังนั้นนางจึงปิดใบหน้าของนางด้วยกับมัน และเรากล่าวกับนางว่า ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَالْقَوَاعِدُ مِنَ النِّسَاء اللَّاتِي لَا يَرْجُونَ نِكَاحاً فَلَيْسَ عَلَيْهِنَّ جُنَاحٌ أَن يَضَعْنَ ثِيَابَهُنَّ غَيْرَ مُتَبَرِّجَاتٍ بِزِينَةٍ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และบรรดาหญิงวัยชราซึ่งพวกนางไม่ปรารถนาที่จะสมรสแล้ว ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนางที่จะเปลื้องเสื้อผ้า (ภายนอก) ของนางออก โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม” [อันนูร 24:60]
และนางกล่าวว่า “อะไรต่อจากนั้น?” เรากล่าวว่า
﴿وَأَن يَسْتَعْفِفْنَ خَيْرٌ لَّهُنَّ وَاللهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และหากพวกนางงดเว้นเสียก็จะเป็นการดีแก่พวกนาง” [อันนูร 24:60]
นางกล่าวว่า “ความหมายของมันก็คือให้นางคงสวมหิญาบไว้ย่อมดีกว่า” (บันทึกโดย อัลบัยฮะกี, 7/93)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูคำถามหมายเลข 6991
และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ที่สุด
Islam Q&A
ที่มา เว็บ islamqa.com ฟัตวาหมายเลข 13998
﴿آيات وأحاديث في الحجاب﴾
] ไทย – Thai – تايلاندي [
เว็บอิสลาม ถามตอบ
แปลโดย : ทีมงานบะนาตุลฮุดา
ผู้ตรวจทาน : ทีมงานภาษาไทยอิสลามเฮ้าส์
ที่มา : www.islamqa.com
2010 - 1431
﴿آيات وأحاديث في الحجاب﴾
« باللغة التايلاندية »
موقع الإسلام سؤال وجواب
ترجمة: فريق موقع بنات الهدى
مراجعة: فريق اللغة التايلاندية بموقع دار الإسلام
المصدر: www.islamqa.com
2010 - 1431
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ
อายะฮฺและหะดีษเกี่ยวกับหิญาบ
คำถาม:
กรุณายกอัลกุรอานและหะดีษเกี่ยวกับความสำคัญของหิญาบสำหรับสตรี
คำตอบ:
มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
1. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَقُل لِّلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَى جُيُوبِهِنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاء بُعُولَتِهِنَّ أَوْ أَبْنَائِهِنَّ أَوْ أَبْنَاء بُعُولَتِهِنَّ أَوْ إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي أَخَوَاتِهِنَّ أَوْ نِسَائِهِنَّ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ أَوِ التَّابِعِينَ غَيْرِ أُوْلِي الْإِرْبَةِ مِنَ الرِّجَالِ أَوِ الطِّفْلِ الَّذِينَ لَمْ يَظْهَرُوا عَلَى عَوْرَاتِ النِّسَاء وَلَا يَضْرِبْنَ بِأَرْجُلِهِنَّ لِيُعْلَمَ مَا يُخْفِينَ مِن زِينَتِهِنَّ وَتُوبُوا إِلَى اللهِ جَمِيعاً أَيُّهَا الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ﴾ (النور : 31 )
ความว่า “และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงทั้งหลาย ให้พวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ำ (จากสิ่งต้องห้าม) และให้พวกนางรักษาทวารของพวกนาง (จากการประพฤติผิดทางเพศ) และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับ เว้นแต่สิ่งที่เปิดเผยได้ (เช่น ตาทั้งสองข้างเพราะความจำเป็นในการมอง ฝ่ามือด้านนอก หรือตาข้างหนึ่ง หรือเสื้อผ้า เช่น ผ้าคลุม ถุงมือ) และให้พวกนางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของนางลงมาถึงญุยูบิฮินนะ (คือคอเสื้อคลุมของพวกนาง ซึ่งรวมใบหน้า คอ และหน้าอก) และอย่าให้พวกนางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของสามีของพวกนาง หรือลูกชายของพวกนาง หรือลูกชายของสามีของพวกนาง หรือพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกนาง หรือพวกผู้หญิง (มุสลิม) ของพวกนาง หรือที่มือขวาของพวกนางครอบครอง (ทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้นางกระทืบเท้าของพวกนาง เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกนางควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกนาง และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” [อันนูร 24:31]
2. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَالْقَوَاعِدُ مِنَ النِّسَاء اللَّاتِي لَا يَرْجُونَ نِكَاحاً فَلَيْسَ عَلَيْهِنَّ جُنَاحٌ أَن يَضَعْنَ ثِيَابَهُنَّ غَيْرَ مُتَبَرِّجَاتٍ بِزِينَةٍ وَأَن يَسْتَعْفِفْنَ خَيْرٌ لَّهُنَّ وَاللهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และบรรดาหญิงวัยชราซึ่งพวกนางไม่ปรารถนาที่จะสมรสแล้ว ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนางที่จะเปลื้องเสื้อผ้า (ภายนอก) ของนางออก โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม และหากพวกนางงดเว้นเสียก็จะเป็นการดีแก่พวกนาง และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้” [อันนูร 24:60]
หญิงวัยชรา หมายถึง สตรีที่ไม่มีประจำเดือนนานแล้ว ซึ่งพวกนางไม่สามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้
ต่อไปจะมีคำอธิบายของ หัฟเศาะหฺ บินตุ ซีรีน เกี่ยวกับคำอายะฮฺนี้
3. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ قُل لِّأَزْوَاجِكَ وَبَنَاتِكَ وَنِسَاء الْمُؤْمِنِينَ يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِن جَلَابِيبِهِنَّ ذَلِكَ أَدْنَى أَن يُعْرَفْنَ فَلَا يُؤْذَيْنَ وَكَانَ اللهُ غَفُوراً رَّحِيماً﴾ (الأحزاب : 59 )
ความว่า “โอ้นบี (มุฮัมมัด) เอ๋ย จงกล่าวแก่ภรรยาของเจ้าและบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดทั้งเรือนร่าง (ปกปิดอย่างสมบูรณ์ยกเว้นตาหนึ่งหรือสองข้างเพื่อมองทาง) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก (ในฐานะหญิงอิสรชน) เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” [อัลอะหฺซาบ 33:59]
4. อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَدْخُلُوا بُيُوتَ النَّبِيِّ إِلَّا أَن يُؤْذَنَ لَكُمْ إِلَى طَعَامٍ غَيْرَ نَاظِرِينَ إِنَاهُ وَلَكِنْ إِذَا دُعِيتُمْ فَادْخُلُوا فَإِذَا طَعِمْتُمْ فَانتَشِرُوا وَلَا مُسْتَأْنِسِينَ لِحَدِيثٍ إِنَّ ذَلِكُمْ كَانَ يُؤْذِي النَّبِيَّ فَيَسْتَحْيِي مِنكُمْ وَاللهُ لَا يَسْتَحْيِي مِنَ الْحَقِّ وَإِذَا سَأَلْتُمُوهُنَّ مَتَاعاً فَاسْأَلُوهُنَّ مِن وَرَاء حِجَابٍ ذَلِكُمْ أَطْهَرُ لِقُلُوبِكُمْ وَقُلُوبِهِنَّ وَمَا كَانَ لَكُمْ أَن تُؤْذُوا رَسُولَ اللهِ وَلَا أَن تَنكِحُوا أَزْوَاجَهُ مِن بَعْدِهِ أَبَداً إِنَّ ذَلِكُمْ كَانَ عِندَ اللهِ عَظِيماً﴾ (الأحزاب : 53 )
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปในบ้านทั้งหลายของนบี เว้นแต่จะเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า เพื่อรับประทานอาหาร โดยมิต้องคอยการปรุงอาหารให้สุกเสียก่อน แต่เมื่อพวกเจ้าได้รับเชิญก็จงเข้าไป ครั้นเมื่อพวกเจ้ารับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จงแยกย้ายกันออกไป และอย่าเป็นผู้ชอบวิสาสะในการสนทนา แท้จริงในการนั้นย่อมทำความรำคาญให้แก่ท่านนบี ซึ่งท่านกระดากอายพวกเจ้า แต่อัลลอฮฺไม่ทรงกระดากอายต่อความจริง และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนางก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง และไม่เป็นการบังควรแก่พวกเจ้าที่จะก่อความรำคาญให้แก่ร่อซูลของอัลลอฮฺ และพวกเจ้าจะต้องไม่แต่งงานกับบรรดาภริยาของท่าน หลังจากท่าน (ได้สิ้นชีพไปแล้ว) เป็นอันขาด แท้จริงในการนั้น ณ ที่อัลลอฮฺเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงนัก” [อัลอะหฺซาบ 33:60]
หลักฐานจากอัลหะดีษ
1. รายงานจาก เศาะฟียะฮฺ บินตุ ชัยบะฮฺ ว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า เมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา “และให้พวกนางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงคอเสื้อคลุมของพวกนาง (ญุยูบิฮินนะ รวมร่างกาย ใบหน้า คอ และหน้าอก)” พวกนางได้นำอิซาร (เสื้อผ้าชนิดหนึ่ง) มาฉีกขอบผ้า แล้วใช้มันปิดใบหน้าของพวกนาง” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, 4481)
ในอีกรายงานหนึ่งรายงานโดย อบูดาวูด (4102) ดังนี้ “ขออัลลอฮฺทรงเมตตาสตรีชาวมุฮาญิร เมื่ออัลลอฮฺทรงประทานอายะฮฺ “และให้พวกนางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ (ร่างกาย ใบหน้า คอ และหน้าอก)” พวกนางฉีกส่วนที่หนาที่สุดของผ้ากันเปื้อนของพวกนางและใช้มันปกปิดใบหน้า”
ชัยคฺ มุฮัมมัด อัลอะมีน อัชชันกีฏี เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า หะดีษนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่บรรดาเศาะหาบียะฮฺเข้าใจต่ออายะฮฺ “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ว่าหมายถึงให้ปกปิดใบหน้า และพวกนางได้ฉีกเสื้อผ้าของนางเพื่อปกปิดใบหน้า เป็นการเชื่อฟังคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺในอายะฮฺนี้ ดังนั้นบุคคลที่มีใจเป็นกลางจะเข้าใจว่า การคลุมหิญาบและการคลุมหน้าของสตรีต่อหน้าผู้ชายถูกสั่งใช้ในซุนนะฮฺที่เศาะฮีหฺซึ่งอธิบายคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ยกย่องสตรีที่รีบทำตามคำสั่งใช้ที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาในคัมภีร์ของพระองค์ เป็นที่ทราบกันว่าความเข้าใจของพวกนางในอายะฮฺ “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ว่าหมายถึงการคลุมหน้านั้นมาจากท่านนบี เพราะท่านนบี อยู่ที่นั่นและบรรดาสตรีจะถามท่านเกี่ยวกับทุกสิ่งที่นางไม่เข้าใจในศาสนา อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَأَنزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ وَلَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ﴾ (النحل : 44 )
ความว่า “และเราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้า (มุฮัมมัด) ซึ่งซิกรฺ (คำแนะนำและข้อตักเตือน หมายถึง ซุนนะฮฺ) เพื่อเจ้าจะได้ชี้แจงแก่มนุษย์ ซึ่งสิ่งที่ได้ถูกประทานมาแก่พวกเขา (คือ อัลกุรอาน) และเพื่อพวกเขาจะได้ไตร่ตรอง” [อันนะหฺล 16:44]
อิบนุ หะญัร เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวในฟัตหุลบารี ว่า รายงานของ อิบนุ อบี หาติม จาก อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุษมาน อิบนุ ค็อยซัม จากเศาะฟียะฮฺ อธิบายว่า รายงานนี้กล่าวว่า เราได้อ้างถึงสตรีชาวกุร็อยชฺและความดีของพวกนางที่ปรากฏในคำกล่าวของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่า “สตรีชาวกุร็อยชฺเป็นคนดี แต่ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่เคยเห็นใครดีกว่าหรือศรัทธาต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺอย่างเข้มแข็ง มากไปกว่าสตรีชาวอันศอร เมื่อซูเราะฮฺอันนูรถูกประทานลงมา “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ผู้ชายในครอบครัวของพวกนางมายังพวกนางและอธิบายสิ่งที่ถูกประทานลงมา และไม่มีสตรีคนใดในหมู่พวกนางเว้นแต่ได้ฉีกผ้าเอามาปิดหน้า และติดตามด้วยการละหมาดยามเช้าในสภาพที่ห่อหุ้มเหมือนมีกาอยู่บนศีรษะของพวกนาง” หะดีษนี้ได้ถูกบันทึกอย่างชัดเจนในรายงานของอัลบุคอรีก่อนหน้านี้ ซึ่งเราทราบว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เป็นผู้มีความรอบรู้และเคร่งครัดศาสนา ได้ยกย่องบรรดาสตรีชาวอันศอรจากการกระทำดังกล่าวว่า ไม่เคยเห็นสตรีคนใดศรัทธาในคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺอย่างเข้มแข็งเท่ากับพวกนาง นี่เป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกนางเข้าใจอายะฮฺ “และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ” ว่าหมายถึงคำสั่งบังคับใช้ให้ปิดใบหน้า และสิ่งนี้เกิดจากความศรัทธาของพวกนางต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺ การคลุมหิญาบและการคลุมหน้าของสตรีเมื่อยู่ต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมเป็นการกระทำของผู้ศรัทธาต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวะฮียฺ เป็นเรื่องแปลกมากสำหรับบางคนที่อ้างว่ามีความรู้กลับกล่าวว่า การคลุมหน้าของสตรีเมื่ออยู่ต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมนั้นไม่มีปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ ทั้งๆ ที่บรรดาเศาะหาบียะฮฺปฏิบัติด้วยความเชื่อฟังในคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ การให้ความหมายดังกล่าวนี้ตั้งมั่นอยู่ในซุนนะฮฺซึ่งรายงานจากอัลบุคอรีที่อ้างอิงก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ในบรรดาหลักฐานที่แข็งแรงที่สุดว่าสตรีทุกคนถูกสั่งใช้ให้คลุมหิญาบ (อัฎวาอ์ อัลบะยาน, 6/594-595)
2. รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่าบรรดาภรรยาของท่านนบี ได้เคยออกไปยังอัลมะนาศิอฺ (สถานที่ซึ่งทราบกันว่าอยู่ในเส้นทางของอัลบะกีอฺ) ในเวลากลางคืนเพื่อถ่ายทุกข์ และอุมัร ได้เสนอกล่าวแก่ท่านนบี ว่า “ให้ภรรยาของท่านคลุมหิญาบ” แต่ท่านร่อซูล ไม่ได้ทำตามนั้น หลังจากนั้น ในคืนหนึ่ง ท่านหญิงเซาดะฮฺ บินตุ ซัมอะฮฺ ภรรยาของท่านนบี ได้ออกไปในเวลาอิชาอ์และนางเป็นคนสูง อุมัรตะโกนไปยังนางว่า “พวกเราจำท่านได้ โอ้เซาดะฮฺ” หวังว่าหิญาบจะถูกประทานลงมา แล้วหลังจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงประทานอายะฮฺเกี่ยวกับหิญาบลงมา (อัลบุคอรี, 146; มุสลิม, 2170)
3. รายงานจาก อิบนุ ชิฮาบ ว่า อนัส กล่าวว่า ฉันเป็นผู้รอบรู้ที่สุดในเรื่องหิญาบ อุบัยย์ อิบนุ กะอับ เคยถามฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อท่านร่อซูล แต่งงานกับซัยนับ บินตุ ญะห์ชฺ ในเมืองมะดีนะฮฺ ท่านร่อซูล เชิญผู้คนไปทานอาหารหลังดวงอาทิตย์ขึ้น ท่านร่อซูล ได้นั่งลงและผู้ชายบางคนนั่งรอบๆ ท่าน ภายหลังผู้คนได้กลับไป จนกระทั่งท่านยืนขึ้นและเดินไปโดยที่ฉันเดินไปกับท่าน จนถึงประตูที่พักของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านคิดว่าพวกเขาได้กลับไปแล้ว ท่านจึงกลับไปและฉันกลับไปกับท่าน และผู้คนยังนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ท่านกลับมาที่บ้านอาอิชะฮฺอีกครั้งและฉันไปกับท่านจนถึงประตูที่พักของท่านหญิงอาอิชะฮฺ จากนั้นท่านกลับมาและฉันได้มากับท่าน และผู้คนได้จากไปแล้ว ท่านจึงกางม่านลงระหว่างฉันกับท่าน และอายะฮฺอัลกุรอานเกี่ยวกับหิญาบก็ถูกประทานลงมา” (อัลบุคอรี, 5149; มุสลิม, 1428)
4.รายงานจาก อุรวะฮฺ ว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า “ท่านร่อซูล ได้ไปละหมาดศุบหฺและสตรีผู้ศรัทธาได้เข้าร่วมละหมาดกับท่านโดยคลุมหน้าไป จากนั้นพวกนางกลับบ้านของพวกนางโดยที่ไม่มีใครจำพวกนางได้” (อัลบุคอรี, 365; มุสลิม, 645)
5. รายงานท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่า “มีผู้ขี่พาหนะผ่านมายังเราขณะเราครองอิหฺรอม และกำลังอยู่ร่วมกับท่านร่อซูลุลลอฮฺ เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ พวกเราละคนก็จะดึงญิลบาบลงมาปิดใบหน้า และเมื่อพวกเขาไปแล้วเราก็เปิดใบหน้าของเราเช่นเดิม” (บันทึกโดยอบูดาวูด, 1833; อิบนุมาญะฮฺ, 2935; จัดเป็นหะดีษเศาะฮีหฺโดย อิบนุ คุซัยมะฮฺ (4,203) และโดย อัลอัลบานี ใน กิตาบ ญิลบาบ อัลมัรอะฮฺ อัลมุสลิมะฮฺ)
6. รายงานจากอัสมาอ์ บินตุ อบูบักร กล่าวว่า “เราคลุมหน้าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชาย” บันทึกโดย อิบนุ คุซัยมะฮฺ, 4/203; อัลหากิม, 1/624; อัลหากิม จัดระดับเป็นหะดีษเศาะฮีหฺและ อัซซะฮะบี เห็นด้วยกับเขา และ อัลอัลบานี กล่าวไว้ใน ญิลบาบ อัลมัรอะฮฺ อัลมุสลิมะฮฺ ว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษเศาะฮีหฺ)
7. รายงานจาก อาศิม อัลอะหฺวัล กล่าวว่า เราเคยเข้าไปยังหัฟเศาะหฺ บินตุ ซีรีน ขณะสวมญิลบาบ ดังนั้นนางจึงปิดใบหน้าของนางด้วยกับมัน และเรากล่าวกับนางว่า ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَالْقَوَاعِدُ مِنَ النِّسَاء اللَّاتِي لَا يَرْجُونَ نِكَاحاً فَلَيْسَ عَلَيْهِنَّ جُنَاحٌ أَن يَضَعْنَ ثِيَابَهُنَّ غَيْرَ مُتَبَرِّجَاتٍ بِزِينَةٍ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และบรรดาหญิงวัยชราซึ่งพวกนางไม่ปรารถนาที่จะสมรสแล้ว ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนางที่จะเปลื้องเสื้อผ้า (ภายนอก) ของนางออก โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม” [อันนูร 24:60]
และนางกล่าวว่า “อะไรต่อจากนั้น?” เรากล่าวว่า
﴿وَأَن يَسْتَعْفِفْنَ خَيْرٌ لَّهُنَّ وَاللهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และหากพวกนางงดเว้นเสียก็จะเป็นการดีแก่พวกนาง” [อันนูร 24:60]
นางกล่าวว่า “ความหมายของมันก็คือให้นางคงสวมหิญาบไว้ย่อมดีกว่า” (บันทึกโดย อัลบัยฮะกี, 7/93)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมดูคำถามหมายเลข 6991
และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ที่สุด
Islam Q&A
ที่มา เว็บ islamqa.com ฟัตวาหมายเลข 13998
บทที่ 2 โครงสร้างและสถาปัตยกรรมของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
บทนำ
สำหรับในบทนี้จะกล่าวถึงโครงสร้างของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของโครงสร้างหลักที่ทำให้เกิดการค้าขายกันบนเว็บไซต์ได้ และสถาปัตยกรรมของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะอธิบายถึงกรอบการทำงาน และรายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆ ในกรอบการทำงานนั้น
1. ระบบหน้าร้าน (Storefront)
สำหรับในบทนี้จะกล่าวถึงโครงสร้างของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะอธิบายในส่วนของโครงสร้างหลักที่ทำให้เกิดการค้าขายกันบนเว็บไซต์ได้ และสถาปัตยกรรมของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะอธิบายถึงกรอบการทำงาน และรายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆ ในกรอบการทำงานนั้น
1. ระบบหน้าร้าน (Storefront)
การเขียนเอกสาร HTML (ต่อ)
การเขียนเอกสาร HTML (ต่อ)
การเปลี่ยนสีพื้นหลังโฮมเพจ
รูปแบบคำสั่ง :
คำอธิบาย : คำสั่ง bgcolor=#รหัสสี จะต้องอยู่ในส่วนของ body เท่านั้น (กรณีใส่สีพื้นหลัง) คำว่าชื่อสีคือ ชื่อสีภาษาอังกฤษ เช่น red, blue, green ฯลฯ เช่น
ส่วนรหัสสีคือ การนำเลขฐาน 16 มาเรียงกัน 6 ตัว นำด้วยเครื่องหมาย # เลขฐาน 16 ประกอบด้วย 0-9, A-F เช่น หรือ
การใส่รหัสสีนั้น จะใช้เลขฐานสิบหก จำนวน 6 ตัว เรียงต่อกัน เช่น ff00ea เป็นต้น โดยตัวอักษรทั้ง 6 ตัว จะแทนค่าสี หลักจำนวน 3 สี จับกันเป็นคู่ๆ ได้แก่
อักษร 2 ตัวแรก จะแทนโทนแสง สีแดง
อักษร 2 ตัวกลาง จะแทนโทนแสง สีเขียว
อักษร 2 ตัวหลัง จะแทนโทนแสง สีน้ำเงิน
และแต่ละตัวก็สามารถมีค่าได้ 16 ค่า (ตามระบบเลขฐานสิบหก) ซึ่งได้แก่ 0,1,2,3,4,5,6,7,8,9,a,b,c,d,e และ f
สามารถดูตารางรหัสสีได้ที่ www.theodora.com/html_colors.html
การเปลี่ยนสีตัวอักษร
การเปลี่ยนรูปแบบฟอนต์
รูปแบบคำสั่ง : แบบฟอนต์ Arial
สีของตัวอักษรบนเว็บ
รูปแบบคำสั่ง :
เรากำหนดเช่นเดียวกับการทำสีของพื้นฉากหลังโดยให้เป็นส่วน หนึ่งของ แต่ในการใส่รหัสสีนั้นเร าต้องดู ให้เหมาะสมกับฉากหลังด้วยเช่น ในการ ทำสีของ ตัวอักษรนี้สีจะปรากฎบนเว็บเปราเซอร์ เป็นสีเดียวตลอด
สีของตัวอักษรเฉพาะที่
รูปแบบคำสั่ง : ...
คำสั่งนี้เราใช้ในการเปลี่ยนสีของตัวอักษรในส่วนที่เราต้องการให้เกิดสีสันแตกต่างไปจากสีตัวอักษร อื่น ๆ เช่น สีแดงตัวหนังสือคำว่าสีแดงก็จะเป็นสีแดงตามที่เราต้องการทันที
สีของตัวอักษรที่เป็นจุดคลิกเมาส์
รูปแบบ LINK="#รหัสสี" ALINK="#รหัสสี" VLINK"#รหัสสี"
ตัวอย่าง
กำหนดอยู่ในส่วนของ BODY โดยกำหนดให้
LINK = สีของตัวอักษรก่อนมีการคลิก
ALIGN = สีของตัวอักษรขณะถูกคลิก
VLINK = สีของอักษรหลังจากคลิกแล้ว
การ link ไปยัง URL หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ท
มีรูปแบบการใช้คำสั่งดังนี้
การทำลิ้งค์โดยข้อความ
รูปแบบคำสั่ง : ข้อความหรือรูปภาพที่ใช้เป็นตัว Link
การทำลิ้งค์โดยรูปภาพ
รูปแบบคำสั่ง :
การ link ไปยัง E-Mail
รูปแบบคำสั่ง : Contact by E-Mail
การแทรกรูปภาพ
1.โค้ดแทรกรูปภาพ
2.โค้ดแทรกรูปภาพ โดยที่ภาพนั้นเป็นลิงค์ด้วย

3.กำหนดขนาดของรูปภาพได้จะให้ใหญ่หรือเล็กโดยแก้ไขตรงส่วน height และ width

Lab 2 เขียนเอกสาร HTML และ tag ต่างๆเพิ่มเติม
1. ให้ทดลองเขียนคำสั่งต่อไปนี้ แล้วทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ใน IE
2. ให้ทดลองเขียนคำสั่งต่อไปนี้ แล้วทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ใน IE
3. ให้ทดลองเขียนคำสั่งต่อไปนี้ แล้วทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ใน IE
การเปลี่ยนสีพื้นหลังโฮมเพจ
รูปแบบคำสั่ง :
คำอธิบาย : คำสั่ง bgcolor=#รหัสสี จะต้องอยู่ในส่วนของ body เท่านั้น (กรณีใส่สีพื้นหลัง) คำว่าชื่อสีคือ ชื่อสีภาษาอังกฤษ เช่น red, blue, green ฯลฯ เช่น
ส่วนรหัสสีคือ การนำเลขฐาน 16 มาเรียงกัน 6 ตัว นำด้วยเครื่องหมาย # เลขฐาน 16 ประกอบด้วย 0-9, A-F เช่น หรือ
การใส่รหัสสีนั้น จะใช้เลขฐานสิบหก จำนวน 6 ตัว เรียงต่อกัน เช่น ff00ea เป็นต้น โดยตัวอักษรทั้ง 6 ตัว จะแทนค่าสี หลักจำนวน 3 สี จับกันเป็นคู่ๆ ได้แก่
อักษร 2 ตัวแรก จะแทนโทนแสง สีแดง
อักษร 2 ตัวกลาง จะแทนโทนแสง สีเขียว
อักษร 2 ตัวหลัง จะแทนโทนแสง สีน้ำเงิน
และแต่ละตัวก็สามารถมีค่าได้ 16 ค่า (ตามระบบเลขฐานสิบหก) ซึ่งได้แก่ 0,1,2,3,4,5,6,7,8,9,a,b,c,d,e และ f
สามารถดูตารางรหัสสีได้ที่ www.theodora.com/html_colors.html
การเปลี่ยนสีตัวอักษร
การเปลี่ยนรูปแบบฟอนต์
รูปแบบคำสั่ง : แบบฟอนต์ Arial
สีของตัวอักษรบนเว็บ
รูปแบบคำสั่ง :
เรากำหนดเช่นเดียวกับการทำสีของพื้นฉากหลังโดยให้เป็นส่วน หนึ่งของ แต่ในการใส่รหัสสีนั้นเร าต้องดู ให้เหมาะสมกับฉากหลังด้วยเช่น ในการ ทำสีของ ตัวอักษรนี้สีจะปรากฎบนเว็บเปราเซอร์ เป็นสีเดียวตลอด
สีของตัวอักษรเฉพาะที่
รูปแบบคำสั่ง : ...
คำสั่งนี้เราใช้ในการเปลี่ยนสีของตัวอักษรในส่วนที่เราต้องการให้เกิดสีสันแตกต่างไปจากสีตัวอักษร อื่น ๆ เช่น สีแดงตัวหนังสือคำว่าสีแดงก็จะเป็นสีแดงตามที่เราต้องการทันที
สีของตัวอักษรที่เป็นจุดคลิกเมาส์
รูปแบบ LINK="#รหัสสี" ALINK="#รหัสสี" VLINK"#รหัสสี"
ตัวอย่าง
กำหนดอยู่ในส่วนของ BODY โดยกำหนดให้
LINK = สีของตัวอักษรก่อนมีการคลิก
ALIGN = สีของตัวอักษรขณะถูกคลิก
VLINK = สีของอักษรหลังจากคลิกแล้ว
การ link ไปยัง URL หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ท
มีรูปแบบการใช้คำสั่งดังนี้
การทำลิ้งค์โดยข้อความ
รูปแบบคำสั่ง : ข้อความหรือรูปภาพที่ใช้เป็นตัว Link
การทำลิ้งค์โดยรูปภาพ
รูปแบบคำสั่ง :
การ link ไปยัง E-Mail
รูปแบบคำสั่ง : Contact by E-Mail
การแทรกรูปภาพ
1.โค้ดแทรกรูปภาพ
2.โค้ดแทรกรูปภาพ โดยที่ภาพนั้นเป็นลิงค์ด้วย
3.กำหนดขนาดของรูปภาพได้จะให้ใหญ่หรือเล็กโดยแก้ไขตรงส่วน height และ width
Lab 2 เขียนเอกสาร HTML และ tag ต่างๆเพิ่มเติม
1. ให้ทดลองเขียนคำสั่งต่อไปนี้ แล้วทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ใน IE
Some Common Single-Engine Aircraft
- Cessna Skyhawk
- Beechcraft Bonanza
- Piper Cherokee
2. ให้ทดลองเขียนคำสั่งต่อไปนี้ แล้วทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ใน IE
Some Common Single-Engine Aircraft
- Cessna Skyhawk
- Beechcraft Bonanza
- Piper Cherokee
3. ให้ทดลองเขียนคำสั่งต่อไปนี้ แล้วทดสอบผลลัพธ์ที่ได้ใน IE
Some Common Single-Engine Aircraft
- CPU
- Central Processing Unit. The “brains” of the computer, the CPU is characterized by its “clock speed” measured in MHz or GHz.
- ALU
- Arithmetic Logic Unit. The ALU is the part of the CPU that is in charge of executing instructions and processing data
- GHz
- Gigahertz. One GHz is one billion cycles per seconds.
โครงการ อบรมสัมมนาเรื่อง การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ
โครงการ อบรมสัมมนาเรื่อง การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ
1.หลักการและเหตุผล
ในภาวะปัจจุบันที่เป็นยุคของเทคโนโลยีข่าวสาร ( Information technology age ) การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและการพักผ่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเผชิญ ทั่วโลกได้เห็นความสำคัญของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในทุกสาขาอาชีพและกระตุ้นให้บุคลากรทุกกลุ่มเกิดความตื่นตัวในการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
2.วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่นำมาประยุกต์ใช้ในองค์กร หน่วยงาน
2.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ประเมินตนเองในการพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ
3.เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเกิดการพัฒนา ระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ
3.บุคลเป้าหมาย
บุคลากร เจ้าหน้าที่ นิสิต/นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
4.ระยะเวลา
วันพุธที่ 20 มกราคม 2553
5.สถานที่
หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
6.วิธีดำเนินงาน
กิจกรรม รายละเอียดละเวลาดำเนินการ
ผู้รับผิดชอบ
ธันวาคม 2552 มกราคม 2553 กุมภาพันธ์ 2553
1.เสนอโครงการ
นายอนรักษ์ บุญเหิ่มพูล
2.ติดต่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
นายพรชัย มะยากี
3.ดำเนินโครงการ
นายมังโซร มุสอแยนา
4.ติดตามและประเมินผลโครงการ
นายณัฐพงษ์ สุดยอด
5.สรุปและทำรายงาน
นายรณชัย ฉัตรทอง
7.งบประมาณ
เงินงบประมาณแผ่นดิน ปี 2552 ในการพัฒนาบุคลากรทางวิชาการ แผนงานปรับปรุงคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา หมวดรายจ่ายอื่นๆ
7.1 ค่าวิทยากร 4,000 บาท
7.2 ค่าอหารว่าง(300x20) 6,000 บาท
7.3 ค่าเอกสาร 3,000 บาท
7.4 ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด 2,000 บาท
รวมเป็นเงิน 15,000 บาท
8.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ผู้เข้าร่วมสัมมนาทราบการเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้าและย้อนหลังในการใช้งานระบบสารสนเทศ
2.เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์กร หน่วยงาน มหาวิทยาลัย
3.ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น
9. ผู้รับผิดชอบ
นายพรศักดิ์ มุสอแยนา
กำหนดการ
โครงการ อบรมสัมมนาการจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ
วันที่ 20 มกราคม 2553
ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
วันพุธที่ 20 มกราคม 2553
08.15-08.45 ลงทะเบียน
08.45-09.15 น. พิธีเปิดโครงการ โดยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
- รองคณบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวรายงาน
- อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม กล่าวเปิดงาน
09.15-10.45 น. การสัมมนาเชิงอภิปรายเรื่อง การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ ในหัวข้อ “ความก้าวหน้าและทิศทางของเทคโนโลยีในองค์กร”
โดย ผศ.ดร.ธำรง กมลเสรีรัตน์
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็ทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
“ประสบการณ์ในการทำงานในธุรกิจด้วยคอมพิวเตอร์”
โดย ผศ.ดร.เรวัตร พรหมเพ็ญ
คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
“บทบาทของภาคเอกชนในการส่งเสริมระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจในองค์กร”
โดย ผศ.จันทรัตน์ กิ่งแสง
ผู้อำนวยการสำนักวิทยาบริการ
ผู้ดำเนินการอภิปราย :
อาจารย์ นันทินี สุดทองโต
ประธานหลักสูตร โปรแกรม คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
10.45-11.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง
11.00-11.45 น. อภิปรายต่อ
11.45-12.00 น. “แนะนำศูนย์พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจในองค์กร”
โดย ผศ. ธวชชัย รัตนธรรมมา
รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ
12.00 น รับประทานอาหารร่วมกัน
คำกล่าวรายงานของ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการจัดการ
ในโอกาสเปิดโครงการอบรมสัมมนา
“การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ”
20 มกราคม 2553
ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
เรียน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
กระผมในนามคณะวิทยาการจัดการ ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ อธิการบดี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมสัมมนาเชิงอภิปราย การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ ในวันนี้
ในภาวะปัจจุบันที่เป็นยุคของเทคโนโลยีข่าวสาร(Information technology age) การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและการพักผ่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเผชิญ ทั่วโลกได้เห็นความสำคัญของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในทุกสาขาอาชีพและกระตุ้นให้บุคลากรทุกกลุ่มเกิดความตื่นตัวในการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ทางฝ่ายวิชาการคณะวิทยาการจัดการ จึงจัดการอบรมเชิงอภิปราย การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ ครั้งนี้ กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่นำมาประยุกต์ใช้ในองค์กร หน่วยงาน
2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ประเมินตนเองในการพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ
3. เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเกิดการพัฒนา ระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ใช้เวลาในการดำเนินการ 1 วัน วันพุธ ที่ 20 มกราคม 2553 มีกิจกรรมสำคัญ ได้เรียนชิญ ผศ.ดร.ธำรงค์ กมลเสรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็ทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ผศ.ดร.เรวัตร พรหมเพ็ญ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ ผศ.จันทรัตน์ กิ่งแสง ผู้อำนวยการสำนักวิทยาบริการ ผศ. ธวชชัย รัตนธรรมมา รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มาให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาด้วย ในการนี้บุคลากรผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนามีจำนวน 300 คน
หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดกิจกรรม ได้แก่ กองพัฒนานักศึกษา ฝ่ายพัสดุ และฝ่ายอาคารสถานที่ ผู้จัดการอบรมสัมมนา ขอขอบคุรไว้ ณ โอกาสนี้
ผู้จัดการอบรมครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้ารับการอบรมสัมมนาจะได้ความรู้และนำไปปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
บัดนี้ได้เวลาอันมงคลแล้ว กระผมขอเรียนเชิญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม ทำพิธีเปิด และกล่าวเปิดโครงการอบรมสัมมนาเพื่อเป็นเกียรติแก่การจัดกิจกรรมครั้งนี้
คำกล่าวเปิดงานของอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
ในโอกาสเปิดโครงการอบรมสัมมนา
“การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ”
20 มกราคม 2553
ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม
ท่านรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการจัดการ
ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ อบรมสัมมนาเชิงอภิปราย “การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ” ครั้งนี้
ในปัจจุบันภาคราชการมีการใช้คอมพิวเตอร์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศึกษาที่ควรจะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่าวยงาน องค์กรมากขึ้น การอบรมสัมมนาโดยผู้เชียวชาญทางเทคโนโลยี สารสนเทศ จะเป็นทางลัดที่จะช่วยให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าใจถึงประโยชน์ของการจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ ได้ในเวลาอันรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งนโยบายหลักของมหาวิทยาลัยข้อหนึ่งคือ การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็สอดคล้องและตอบสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยอย่างดียิ่ง
ผมขอชื่นชมผู้จัดการอบรมครั้งนี้ ที่จัดดำเนินงานด้วยความแข็งขัน เสียสละเวลาส่วนตัวอันมีค่ายิ่ง จัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย ผมขอขอบคุณหน่วยงานที่สนับสนุน การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย นอกจากนี้ผมขอให้ผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาทั้ง 300 คน ตั้งใจเก็บเกี่ยวความรู้ และฝึกฝนทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ ซึ้งทุกท่านจะประสบผลสำเร็จในไม่ช้า นั้นหมายความว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษมของเราจะมีพนักงานคุณภาพยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นด้วย
ผมขออวยพรให้การจัดอบรมสัมมนาครั้งนี้ดำเนินไปด้วยดี บรรลุเป้าหมายตามที่ทุกฝ่ายตั้งเอาไว้
บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดโครงการอบรมสัมมนา การจัดการระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ
ขอบคุณ
ผลการศึกษา
1/2551
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ECON1101 หลักเศรฐศาสตร์ C อ.สุนทรี แก้วสอน
2 GEHS1101 สุนทรีภาพของชีวิต B อ.อังคณา แสงอนันต์
3 GEPA1001 ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ A อ.ปิยะชาติ สิทธิวิภูศิริ
4 GESC1001 การคิดและการตัดสินใจ C ผศ.อรุณลักษณ์ สะอาศรี
5 GESO1001 พลวัตสังคมไทย C+ ผศ.นิรมล เตชะปณิต
6 LAWS2501 กฎหมายธุรกิจ B อ.จันทนี บุญพจนสุนทร
7 MKRT1101 หลักการตลาด C+ อ.พวงทิพย์ หนูเจริญ
2/2551
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ACCT1101 หลักการบัญชี 1 D ผศ.ชฏาพร ฑีมาอุตตมากร
2 GEHS1102 การพัฒนาตนเพื่อความสุขของชีวิต B ผศ.ยะผาด วิวัฒน์พงษ์
3 GEPA1002 กีฬาประเภทบุคคล B+ อ.วิรัช รักษาสกุล
4 GESO1103 กฎหมายในชีวิตประจำวัน A อ.ชาลี กุญชร ณ อยุธยา
5 GETH1001 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร B รศ.ประไพ เชิงฉลาด
6 MATH1611 คณิตศาสตร์ธุรกิจ W อ.สุขพักตร์ แผนสมบูรณ์
7 MNGT1101 การจัดการเชิงกลยุทธ์ A อ.รจนา แสงตาล
8 MNGT4104 หลักการจัดการ B ผศ.บุญชู โสดา
1/2552
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ACCT3201 การบัญชีเพื่อการจัดการ D+ ผศ.อัมพร เที่ยงตระกูล
2 BCOM3201 ระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ C+ อ.นันทีนี สุดโททอง
3 COSC2201 ฐานข้อมูลเบื้องต้น C ผศ.จันทรัตน์ กิ่งแสง
4 ENGL1701 ภาษาอังกฤษธุรกิจ 1 B อ.ชุติมา จตุรนต์รัศมี
5 GEEN1001 ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร C+ อ.วิสิษย์
6 GEHS1001 สารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ A อ.กาญจนพร บุญมั่น
7 GESC1104 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม B ผศ.สุณี ตันติกุล
8 MNGT3107 จริยธรรมทางธุรกิจ C+ อ.วรรณา เรืองปราชญ์
2/2552
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ENGL1702 ภาษาอังกฤษธุรกิจ 2 C+ อ.กรแก้ว ชะโลธร
2 FINB1101 การเงินธุรกิจ A อ.อลิสา ประมวลเจริญกิจ
3 GEEN1103 ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงาน B อ.วิชัย สิงห์ซอม
4 HRDM1101 การบริหารทรัพยามนุษย์ B อ.นภสร เจริญโพธ์
5 MATH1611 คณิตศาสตร์ธุรกิจ C ผศ.เรวัตร พรหมเพ็ญ
6 THAI2110 ภาษากับการสื่อสาร C+ อ.สิริภัทร พรหมราช
7 THAI3710 ทักษะทางภาษาสำหรับงานเลขานุการ C+ ผศ.คนึงนิจ ศิลรักษ์
1/2553
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 BCOM3501 การจัดการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ C อ.นันทีนี สุดโททอง
2 BCOM4101 การบริหารโครงการด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจ A อ.ปิยะนันท์ ปานนิ่ม
3 BCOM4201 การจัดการระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ D+ อ.อุดมศักดิ์ แย้มขะมั้ง
4 COSC2202 โครงสร้างข้อมูล C ผศ.เอกพันธ์ ธัญญาวินิชกุล
5 FINB2201การภาษีอากรธุรกิจ C อ.พิทักษ์ รอดรัตน์
6 STAT2105 สถิติธุรกิจ C อ.พิมลรัตน์ วนสันท์
2/2553
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1BCOM3401 การจัดการระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูลธุรกิจ C อ.อุดมศักดิ์ แย้มขะมั้ง
2 BCOM4102 การจัดการทางด้านวิศกรรมซอฟต์แวร์ B อ.สมเอก ชุณหประเสริฐ
3 COSC1202 การเขียนโปรแกรมภาษาทางคอมพิวเตอร์ B อ.เขมพันธ์ ขันธ์ธนโภคา
4 COSC2501 การวิเคราะห์และออกแบบระบบ1 C อ.ภัสสราภรณ์ สมบูรณ์ศักดิ์
5 MATH4607วิเคราะห์เชิงปริมาณ B อ.พิมลรัตน์ วนสันท์
6 MNGT3105 การจัดการการผลิตและการดำเนินงาน C+ ผศ.สุภาพร สันติสม
7 MNGT3901 ระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจ C อ.นวระ ทาสุวรรณ
1/2554
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 BCOM3301 การประยุกต์ใช้งานด้านธุรกิจด้วยมัลติมีเดีย B อ.กิตติพงษ์ กิตติยันตการ
2 BCOM4202 การออกแบบฐานข้อมูลและการบริหารธุรกิจ B อ.สุกิจ
3 BCOM4901 สัมมนาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ B อ.บุญธิดา ชุนงาม
4 BCOM4902 การวิจัยทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ I อ.สมเอก ชุณหประเสริฐ
5 BCOM4801 การเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ P
2/2554
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 BCOM4802การฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ECON1101 หลักเศรฐศาสตร์ C อ.สุนทรี แก้วสอน
2 GEHS1101 สุนทรีภาพของชีวิต B อ.อังคณา แสงอนันต์
3 GEPA1001 ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ A อ.ปิยะชาติ สิทธิวิภูศิริ
4 GESC1001 การคิดและการตัดสินใจ C ผศ.อรุณลักษณ์ สะอาศรี
5 GESO1001 พลวัตสังคมไทย C+ ผศ.นิรมล เตชะปณิต
6 LAWS2501 กฎหมายธุรกิจ B อ.จันทนี บุญพจนสุนทร
7 MKRT1101 หลักการตลาด C+ อ.พวงทิพย์ หนูเจริญ
2/2551
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ACCT1101 หลักการบัญชี 1 D ผศ.ชฏาพร ฑีมาอุตตมากร
2 GEHS1102 การพัฒนาตนเพื่อความสุขของชีวิต B ผศ.ยะผาด วิวัฒน์พงษ์
3 GEPA1002 กีฬาประเภทบุคคล B+ อ.วิรัช รักษาสกุล
4 GESO1103 กฎหมายในชีวิตประจำวัน A อ.ชาลี กุญชร ณ อยุธยา
5 GETH1001 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร B รศ.ประไพ เชิงฉลาด
6 MATH1611 คณิตศาสตร์ธุรกิจ W อ.สุขพักตร์ แผนสมบูรณ์
7 MNGT1101 การจัดการเชิงกลยุทธ์ A อ.รจนา แสงตาล
8 MNGT4104 หลักการจัดการ B ผศ.บุญชู โสดา
1/2552
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ACCT3201 การบัญชีเพื่อการจัดการ D+ ผศ.อัมพร เที่ยงตระกูล
2 BCOM3201 ระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจ C+ อ.นันทีนี สุดโททอง
3 COSC2201 ฐานข้อมูลเบื้องต้น C ผศ.จันทรัตน์ กิ่งแสง
4 ENGL1701 ภาษาอังกฤษธุรกิจ 1 B อ.ชุติมา จตุรนต์รัศมี
5 GEEN1001 ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร C+ อ.วิสิษย์
6 GEHS1001 สารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ A อ.กาญจนพร บุญมั่น
7 GESC1104 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม B ผศ.สุณี ตันติกุล
8 MNGT3107 จริยธรรมทางธุรกิจ C+ อ.วรรณา เรืองปราชญ์
2/2552
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 ENGL1702 ภาษาอังกฤษธุรกิจ 2 C+ อ.กรแก้ว ชะโลธร
2 FINB1101 การเงินธุรกิจ A อ.อลิสา ประมวลเจริญกิจ
3 GEEN1103 ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงาน B อ.วิชัย สิงห์ซอม
4 HRDM1101 การบริหารทรัพยามนุษย์ B อ.นภสร เจริญโพธ์
5 MATH1611 คณิตศาสตร์ธุรกิจ C ผศ.เรวัตร พรหมเพ็ญ
6 THAI2110 ภาษากับการสื่อสาร C+ อ.สิริภัทร พรหมราช
7 THAI3710 ทักษะทางภาษาสำหรับงานเลขานุการ C+ ผศ.คนึงนิจ ศิลรักษ์
1/2553
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 BCOM3501 การจัดการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ C อ.นันทีนี สุดโททอง
2 BCOM4101 การบริหารโครงการด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจ A อ.ปิยะนันท์ ปานนิ่ม
3 BCOM4201 การจัดการระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ D+ อ.อุดมศักดิ์ แย้มขะมั้ง
4 COSC2202 โครงสร้างข้อมูล C ผศ.เอกพันธ์ ธัญญาวินิชกุล
5 FINB2201การภาษีอากรธุรกิจ C อ.พิทักษ์ รอดรัตน์
6 STAT2105 สถิติธุรกิจ C อ.พิมลรัตน์ วนสันท์
2/2553
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1BCOM3401 การจัดการระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูลธุรกิจ C อ.อุดมศักดิ์ แย้มขะมั้ง
2 BCOM4102 การจัดการทางด้านวิศกรรมซอฟต์แวร์ B อ.สมเอก ชุณหประเสริฐ
3 COSC1202 การเขียนโปรแกรมภาษาทางคอมพิวเตอร์ B อ.เขมพันธ์ ขันธ์ธนโภคา
4 COSC2501 การวิเคราะห์และออกแบบระบบ1 C อ.ภัสสราภรณ์ สมบูรณ์ศักดิ์
5 MATH4607วิเคราะห์เชิงปริมาณ B อ.พิมลรัตน์ วนสันท์
6 MNGT3105 การจัดการการผลิตและการดำเนินงาน C+ ผศ.สุภาพร สันติสม
7 MNGT3901 ระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจ C อ.นวระ ทาสุวรรณ
1/2554
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 BCOM3301 การประยุกต์ใช้งานด้านธุรกิจด้วยมัลติมีเดีย B อ.กิตติพงษ์ กิตติยันตการ
2 BCOM4202 การออกแบบฐานข้อมูลและการบริหารธุรกิจ B อ.สุกิจ
3 BCOM4901 สัมมนาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ B อ.บุญธิดา ชุนงาม
4 BCOM4902 การวิจัยทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ I อ.สมเอก ชุณหประเสริฐ
5 BCOM4801 การเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ P
2/2554
ที่ รหัสวิชา ชื่อวิชา เกรด ผู้สอน
1 BCOM4802การฝึกประสบการณ์วิชาชีพทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
หวังว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลในนี้น่ะครับ
รายงานทั้งหมดจะอัพลงในนี้น่ะครับแบ่งปั้น เพื่อน นศ.ที่ต้องการเอาไป ทำรายงานได้บ้าง
วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555
ความเป็นมาของบนีอิสรอเอล(ชนชาติยิว)
ความเป็นมาของบนีอิสรอเอล
กำเนิดของชาวฮีบรูเริ่มขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยบรรพบุรุษคือนบีอิบรอฮิม (Abraham)
นบีอิบรอฮิมมีลูกชายด้วยกันสองคน
คนแรกคือ นบีอิสมาเอล (Yismael) ที่เกิดกับหญิงทาสชื่อว่า นางซีตีฮายาต (Hagar)
คนที่สองคือ นบีอิสฮาก (Ishak) หรือไอเซ๊ด (Issic) ที่เกิดกับนางซาเราะห์ (Sarah)
เชื้อสายของนบีอิสมาเอลที่อพยพไปทางใต้หรือแหลมอาระเบีย ได้กลายเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับทั้งหมด
ส่วนเชื้อสายของนบีอิสฮากนั้น เป็นต้นตระกูลของชาวอิสราเอล โดยนบีอิสฮากมีลูกด้วยกันสองคนคือ เอซาว (Esau) และนบียะกู๊ฟ (Jacob) หรืออิสราเอล นบียะกู๊ฟ มีลูกด้วยกันสิบสองคนคือ รูเบน สิเมโอน เลวี ยูดาห์ เศบูลุน อิสสาคาร์ ดาน อาเชอร์ กาด นัฟทาลี เบนยามิน และนบียูซุฟ(Joseph) ผู้มีศิริโฉมงมงามที่สุดในบรรดานบีทั้งหมด และได้เป็นกษัตริย์แห่งอียิปต์ ต่อมายุคฟิรอูน(ฟาโรห์)เรื่องอำนาจ อัลเลาะห์ส่งนบีมูซา(Moses)ได้รับคัมภีร์เตารอต(Torah) น้องของนบีฮารูน(Haroon) นบีมูซามีพ่อตาคือนบีชูอิบ(Chuib)เพื่อเรียกร้องฟิรอูนมาสู่พระเจ้าต่อมาอัลเล๊าะห์สั่งให้อพยพไปยังปาเลสไตน์แผ่นดินแห่งพันธสัญญา(ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์)จนมาเจอทะเลแดงตรงนี้เองที่ทำให้ชาวอิสรอเอลเสียฮากีกัต(ความมั่นใจในพระเจ้า)พวกเขากล่าวกับนบีมูซาว่า ข้างหน้าคือทะเลแดง ข้างหลังคือกองทัพของฟาโรห์ไหนหล่ะพระเจ้าของท่านโอ้มูซา แต่แล้วอัลเล๊าะห์ก็ช่วยให้พวกเขาผ่านทะเลแดงไปได้ กองทัพจมตายในทะเลแดง ด้วยความชั่วช่าของฟาโรห์ศพทั้งดินและน้ำไม่ต้องการ ศพของเขาถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ดู จากนั้น นบีมูซาไปพบกับพระเจ้าอัลเล๊าะห์บนภูเขาไสไน (ซีนาย) และได้รับบัญญัติ 10 ประการ ลงจากภูเขากลับมาพบว่าชาวบนีอิสรอเอลเสียฮากีกัตอีกครั้งเพราะพวกเขากราบไหว้รูปปั้นวัว
ชนชาติยิวได้ก่อสร้างชาติจากชนเผ่าเชื้อสายของนบียะกู๊ฟ จาขอบ(Jacob) หรืออิสราเอลทั้ง12เผ่า ช่วงนั้นจะเรียกว่า เลวี เบนยามิน และยูดาห์(ยิว) กษัตริย์เดวิด(David) ก็กำเนิดในชนเผ่านี้
ชาวบนีอิสรอเอลมีกษัตริย์ที่เก่งกล้าอีก 2 องค์คือกษัตริย์เดวิด(David)นบีดาวูดได้รับคัมภีร์ซะบูร (Psalm) และกษัตริย์โซโลมอน(Solomon)นบีสุไลหมาน เมื่อกษัตริย์โซโลมอนสิ้นพระชนม์ เมื่อ ปี 930 ก่อนคริสต์ศักราช ทำให้อาณาจักรของโซโลมอนแตกออกป็นสองส่วนคือ อาณาจักรอิสราเอล (The Kingdom of Israel) โดยมีกรุงสะมาเรียเป็นเมืองหลวง และอาณาจักรยูดาห์ (The Kingdom of Judah) โดยมีเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง
ชนชาติยิวในช่วงที่มีกษัตริย์ได้ตกเป็นทาสของบาบิโลน และเปอร์เซีย และหลังจากถูกจับเป็นเชลยอยู่หลายปีได้เดินทางกลับไปสร้างชาติอีกครั้ง จนมาถึงสมัยพันธสัญญาใหม่ กองทัพโรมมหาอำนาจของโลกได้เข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม ช่วงสุดท้ายก่อนอิสราเอลจะสิ้นชาติ
นบีอีซา (Jesus)หรือพระเยซู ได้รับคัมภีร์อินญีล (Evangelis) ได้ทรงประสูติ นบีอีซาเกิดจากโร๊ะห์ของอัลเล๊าะห์ผ่านหญิงสาวชื่อมัรยัม(Merry)หรือพระแม่เมรีย์ มัรยัมเป็นลูกสาวของนบีซาการียา(Sakariya)
คนที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขนและถูกตอกนั้น ไม่ใช่ ท่านนบี อีซา(พระเยซู) “และพวกเขา(ยิว)ได้วางแผน(ที่จะฆ่าท่านนบีซา(พระเยซู))และอัลเลาะฮ์ก็ทรงวางแผน(ในการปกป้องท่านนบีอีซา)ด้วย และอัลเลาะฮ์นั้นทรงเป็นผู้วางแผนที่ดีเยี่ยม” บนีอีซา กำลังสถิตอยู่กับพระเจ้าในขณะนี้ ท่านบนีอีซาเป็นศาสดาองค์เดี่ยวที่อยู่ในประชาชาติของท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.) ท่านจะกลับมายังโลกมนุษย์ เป็นผู้นำบรรดาผู้ศรัทธาเพื่อมาช่วยอีหม่ามมะดี้ในการต่อสู้กับดัจญาน และท่านจะสมรสกับหญิงสาวและท่านจะปกครองโลก 300 ปี
เขียนโดย มังโซร มุสอแยนา
อ้างอิงจาก คำบายาน ประวัติศาสตร์ วิกีพีเดีย
ไม่สวนลิขสิทธิ์
อนุญาติให้นำไปเผยแพร่ได้
กำเนิดของชาวฮีบรูเริ่มขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยบรรพบุรุษคือนบีอิบรอฮิม (Abraham)
นบีอิบรอฮิมมีลูกชายด้วยกันสองคน
คนแรกคือ นบีอิสมาเอล (Yismael) ที่เกิดกับหญิงทาสชื่อว่า นางซีตีฮายาต (Hagar)
คนที่สองคือ นบีอิสฮาก (Ishak) หรือไอเซ๊ด (Issic) ที่เกิดกับนางซาเราะห์ (Sarah)
เชื้อสายของนบีอิสมาเอลที่อพยพไปทางใต้หรือแหลมอาระเบีย ได้กลายเป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับทั้งหมด
ส่วนเชื้อสายของนบีอิสฮากนั้น เป็นต้นตระกูลของชาวอิสราเอล โดยนบีอิสฮากมีลูกด้วยกันสองคนคือ เอซาว (Esau) และนบียะกู๊ฟ (Jacob) หรืออิสราเอล นบียะกู๊ฟ มีลูกด้วยกันสิบสองคนคือ รูเบน สิเมโอน เลวี ยูดาห์ เศบูลุน อิสสาคาร์ ดาน อาเชอร์ กาด นัฟทาลี เบนยามิน และนบียูซุฟ(Joseph) ผู้มีศิริโฉมงมงามที่สุดในบรรดานบีทั้งหมด และได้เป็นกษัตริย์แห่งอียิปต์ ต่อมายุคฟิรอูน(ฟาโรห์)เรื่องอำนาจ อัลเลาะห์ส่งนบีมูซา(Moses)ได้รับคัมภีร์เตารอต(Torah) น้องของนบีฮารูน(Haroon) นบีมูซามีพ่อตาคือนบีชูอิบ(Chuib)เพื่อเรียกร้องฟิรอูนมาสู่พระเจ้าต่อมาอัลเล๊าะห์สั่งให้อพยพไปยังปาเลสไตน์แผ่นดินแห่งพันธสัญญา(ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์)จนมาเจอทะเลแดงตรงนี้เองที่ทำให้ชาวอิสรอเอลเสียฮากีกัต(ความมั่นใจในพระเจ้า)พวกเขากล่าวกับนบีมูซาว่า ข้างหน้าคือทะเลแดง ข้างหลังคือกองทัพของฟาโรห์ไหนหล่ะพระเจ้าของท่านโอ้มูซา แต่แล้วอัลเล๊าะห์ก็ช่วยให้พวกเขาผ่านทะเลแดงไปได้ กองทัพจมตายในทะเลแดง ด้วยความชั่วช่าของฟาโรห์ศพทั้งดินและน้ำไม่ต้องการ ศพของเขาถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ดู จากนั้น นบีมูซาไปพบกับพระเจ้าอัลเล๊าะห์บนภูเขาไสไน (ซีนาย) และได้รับบัญญัติ 10 ประการ ลงจากภูเขากลับมาพบว่าชาวบนีอิสรอเอลเสียฮากีกัตอีกครั้งเพราะพวกเขากราบไหว้รูปปั้นวัว
ชนชาติยิวได้ก่อสร้างชาติจากชนเผ่าเชื้อสายของนบียะกู๊ฟ จาขอบ(Jacob) หรืออิสราเอลทั้ง12เผ่า ช่วงนั้นจะเรียกว่า เลวี เบนยามิน และยูดาห์(ยิว) กษัตริย์เดวิด(David) ก็กำเนิดในชนเผ่านี้
ชาวบนีอิสรอเอลมีกษัตริย์ที่เก่งกล้าอีก 2 องค์คือกษัตริย์เดวิด(David)นบีดาวูดได้รับคัมภีร์ซะบูร (Psalm) และกษัตริย์โซโลมอน(Solomon)นบีสุไลหมาน เมื่อกษัตริย์โซโลมอนสิ้นพระชนม์ เมื่อ ปี 930 ก่อนคริสต์ศักราช ทำให้อาณาจักรของโซโลมอนแตกออกป็นสองส่วนคือ อาณาจักรอิสราเอล (The Kingdom of Israel) โดยมีกรุงสะมาเรียเป็นเมืองหลวง และอาณาจักรยูดาห์ (The Kingdom of Judah) โดยมีเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง
ชนชาติยิวในช่วงที่มีกษัตริย์ได้ตกเป็นทาสของบาบิโลน และเปอร์เซีย และหลังจากถูกจับเป็นเชลยอยู่หลายปีได้เดินทางกลับไปสร้างชาติอีกครั้ง จนมาถึงสมัยพันธสัญญาใหม่ กองทัพโรมมหาอำนาจของโลกได้เข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม ช่วงสุดท้ายก่อนอิสราเอลจะสิ้นชาติ
นบีอีซา (Jesus)หรือพระเยซู ได้รับคัมภีร์อินญีล (Evangelis) ได้ทรงประสูติ นบีอีซาเกิดจากโร๊ะห์ของอัลเล๊าะห์ผ่านหญิงสาวชื่อมัรยัม(Merry)หรือพระแม่เมรีย์ มัรยัมเป็นลูกสาวของนบีซาการียา(Sakariya)
คนที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขนและถูกตอกนั้น ไม่ใช่ ท่านนบี อีซา(พระเยซู) “และพวกเขา(ยิว)ได้วางแผน(ที่จะฆ่าท่านนบีซา(พระเยซู))และอัลเลาะฮ์ก็ทรงวางแผน(ในการปกป้องท่านนบีอีซา)ด้วย และอัลเลาะฮ์นั้นทรงเป็นผู้วางแผนที่ดีเยี่ยม” บนีอีซา กำลังสถิตอยู่กับพระเจ้าในขณะนี้ ท่านบนีอีซาเป็นศาสดาองค์เดี่ยวที่อยู่ในประชาชาติของท่านนบีมูฮำหมัด(ซล.) ท่านจะกลับมายังโลกมนุษย์ เป็นผู้นำบรรดาผู้ศรัทธาเพื่อมาช่วยอีหม่ามมะดี้ในการต่อสู้กับดัจญาน และท่านจะสมรสกับหญิงสาวและท่านจะปกครองโลก 300 ปี
เขียนโดย มังโซร มุสอแยนา
อ้างอิงจาก คำบายาน ประวัติศาสตร์ วิกีพีเดีย
ไม่สวนลิขสิทธิ์
อนุญาติให้นำไปเผยแพร่ได้
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555
ดะวะห์
ธีรยุทธ ชำแหละทักษิณเป็นผู้นำการตลาดมากกว่าผู้นำปชต. ไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สินและอำนาจ

ธีรยุทธ บุญมี ผ.อ. สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18 มีนาคม 2555 ได้แถลงข่าวเรื่อง การวิเคราะห์การเมืองไทย แนวโน้มของวิกฤติปัจจุบัน
1.ยุคของการเมืองปัจจุบัน
ยุคของทักษิณ-การเมืองรากหญ้า ประชานิยม
1. การเมืองยุคของทักษิณ ช่วงเกือบ 15 ปีที่พรรคการเมืองของทักษิณชนะการเลือกตั้งทั่วไป ได้เสียงข้างมากติดต่อกัน รวมทั้งสามารถขยายฐานรากหญ้า เสื้อแดง ระดมพลไปเลือกตั้งและชุมนุมประท้วงได้อย่างกว้างขวาง สะท้อนว่าทักษิณกลายเป็น 1 ใน 3 ของผู้มีบารมีทางการเมืองในช่วงหลัง พ.ศ. 2500 ที่มีบทบาทเปลี่ยนโฉมการเมืองไทย ซึ่งได้แก่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ทักษิณจะช่วยให้การเมืองไทยดีขึ้นหรือประเทศล่มจมยังเป็นสิ่งต้องพิสูจน์อีกยาวนาน
2. เกิดการเมืองรากหญ้า-ประชานิยม วิกฤติการเมืองไทยรุนแรง เพราะการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ที่รุนแรงที่สุดคือการไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย เพราะมองว่าไม่ใช่ของจริง ไม่ต้องสนใจจริงจัง เช่น ฝ่ายอนุรักษ์มองว่า เสื้อแดงไม่มีตัวตนเพราะถูกจ้างมา โง่จึงถูกหลอกมา ไร้การศึกษาจึงถูกชักจูงโดยทักษิณ แต่ชาวรากหญ้าเสื้อแดงกลับมองว่า ทักษิณมีบุญคุณล้นเหลือคือ
(ก) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ช่วยผ่อนเบารายจ่ายของคนจนอย่างมาก นอกจากแก้การเจ็บไข้ร่างกายแล้ว ยังแก้เจ็บใจที่แต่ก่อนไปสถานพยาบาลแล้วถูกดูถูกปฏิเสธ
(ข) ชาวบ้านมองกองทุนและโครงการช่วยคนจนต่างๆ ว่าเป็นก้าวแรกที่มีการช่วยเหลือทางวัตถุโดยตรงและจริงจังแก่ชาวบ้าน
(ค) ชาวบ้านชอบความรวดเร็วและเด็ดขาดเอาจริงเอาจังของทักษิณ โดยเฉพาะในการปราบปรามยาเสพติด (ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า ปัญหายาเสพติดกระทบโดยตรงต่อครอบครัวคนชั้นกลางล่าง ชั้นล่าง หรือคนจนในเขตเมืองมากกว่าที่คิด และลดลงมากในช่วงทักษิณ) ส่วนเสื้อแดงก็ไม่ยอมรับเสื้อเหลือง มองเป็นพวกไม่มีเหตุผล ความคิด เพราะคลั่ง “ชาติ" คลั่ง “เจ้า”
3. การเมืองรากหญ้ามีความสำคัญต่อประชาธิปไตย ถ้าจะมองพัฒนาการการเมืองไทยในด้านสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ในช่วงราชาธิปไตยชาวบ้านไม่มีทั้งเสรีภาพและศักดิ์ศรี ต่อมาในช่วงเผด็จการทหารมีบางส่วนได้มีศักดิ์ศรีแต่ไม่มีเสรีภาพ ชนชั้นกลางในสังคมไทยเพิ่งจะมีเสรีภาพก็ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 และชาวบ้านระดับรากหญ้าเองก็มามีเสรีภาพในการแสดงออกหลัง 19 กันยายน 2549 การเมืองรากหญ้าจึงเป็นดัชนีบ่งชี้พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ประชานิยมน่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงในอนาคต
อย่างไรก็ตาม พลังรากหญ้า เสื้อแดงมีลักษณะเฉพาะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และการชุมนุมเป็นคราวๆ ยังไม่เป็นขบวนการการเมือง ไม่มีเป้าหมายอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองแต่อย่างใด
2 รากเหง้าของวิกฤติ
1. เรารวมศูนย์มากเกินไป ท้ายที่สุดศูนย์กลางเอาไม่อยู่
ก่อนรัตนโกสินทร์ไทยไม่ได้ปกครองแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ มีความหลากหลายของรูปแบบการปกครอง ขนบ วัฒนธรรม เพิ่งมีการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จทุกด้านในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยรัฐเป็นเจ้าของและผู้ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง เชิดชูส่วนกลาง กดเหยียดของเดิม จึงเกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ความน้อยเนื้อต่ำใจในหลาย ๆ ด้านฝังลึกอยู่ เนื่องจากทุกอย่างรวมศูนย์ที่รัฐ ทั้งอำนาจและทรัพยากร ชนชั้นนำที่เข้ามามีอำนาจการเมืองล้วนหยิบฉวยใช้ประโยชน์จากรัฐทั้งสิ้น ส่วนชาวบ้านเกือบไม่เคยได้อะไรจากรัฐ จึงตำหนิชาวบ้านเต็มที่ไม่ได้ เมื่อประเทศต้องการให้มาลงคะแนนเป็นรากฐานให้ประชาธิปไตย พวกเขาจึงถือเป็นอำนาจต่อรองในการซื้อ-ขายเสียง ขอโครงการเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านตื้นตันใจกับทักษิณที่ใช้ประชานิยมผันเอาเงินของรัฐไปช่วยชาวบ้านอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง แม้ตัวเองจะไม่ยอมจ่ายแม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ตาม
ตัวอย่างความไม่ชอบธรรมอันเนื่องมาจากการรวมศูนย์มากเกินไป ซึ่งต้องร่วมกันแก้ไข คือ
(ก) ความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ คุณภาพชีวิต อำนาจในการใช้และควบคุมทรัพยากรพื้นฐาน ตั้งแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แร่ธาตุ ป่าไม้ การสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพอนามัย ฯลฯ มีอยู่มากและได้พูดกันมากแล้ว
(ข) ประวัติศาสตร์เป็นความภาคภูมิใจของคน ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เราเน้นประวัติศาสตร์แบบกษัตริย์นิยมเป็นรัชกาลๆ ไป เกือบไม่มีเรื่องราวของคน อาชีพ สถานะอื่น ไม่มีประวัติศาสตร์สังคมโดยรวม ไม่มีการเขียนประวัติศาสตร์ว่าคนอาชีพต่างๆ มีส่วนสร้างสังคมอย่างไร ราวกับว่าไม่มีพวกเขาอยู่ ความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของประเทศจึงเกิดน้อย สถานที่สาธารณะของเรามีรูปปั้น มีชื่อถนน สะพาน อาคาร สวนสาธารณะ ฯลฯ ตามพระนามพระมหากษัตริย์ เกือบไม่มีชื่อของปราชญ์ชาวไทย พระ ทูต นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นายแพทย์ นักสำรวจ นักเศรษฐศาสตร์ นักแต่งเพลง กวี ศิลปิน ดารา นักกีฬา เช่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปรีดี พนมยงค์ พระยาอนุมานราชธน พุทธทาสภิกขุ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สุนทราภรณ์ มิตร ชัยบัญชา สุรพล สมบัติเจริญ ปรีดา จุลละมณฑล รวมทั้งบุคคลสำคัญของท้องถิ่นต่างๆ ในต่างประเทศเช่นราชสำนักอังกฤษให้อิสริยาภรณ์กับหลากหลายอาชีพ แม้แต่ชาวต่างประเทศ เปเล่ เอลตัน จอห์น บิล เกทส์ เดวิด เบคแฮม ฯลฯ ในขณะที่เรามีให้กับข้าราชการทหาร พลเรือน และภริยา กับนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่
(ค) ภาษา ขนบประเพณี วัฒนธรรม ของท้องถิ่นถูกทอดทิ้งละเลยไปมาก เช่น มีการรื้อถอนคุ้มจวนเจ้าเมือง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่สวยงาม แล้วสร้างศาลากลางที่อัปลักษณ์แบบไทยภาคกลางลงไปแทน วัดวาจำนวนมากก็ถูกเปลี่ยนเป็นแบบวัดภาคกลางแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีการใช้ภาษาบาลี ไปเป็นชื่อถนน อำเภอ ตำบล แทนชื่อท้องถิ่น ฯลฯ ยิ่งสร้างความแปลกแยก แทนที่จะสร้างความเข้าใจ เคารพซึ่งกันและกัน
ชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมมาตลอดชีวิต ถูกดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีศักดิ์ศรีของตัวเองให้เกิดความเคารพความรับผิดชอบตัวเอง เมื่อชนชั้นกลางในเมืองต่อต้านคนที่มีบุญคุณเช่นทักษิณ จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน ขึ้น พวกเขาจึงรู้สึกว่ายิ่งถูกซ้ำเติม ไม่ได้รับความเป็นธรรม ศูนย์กลางใช้ 2 มาตรฐานต่อพวกเขา จึงเกิดการไม่ยอมรับอำนาจของศูนย์กลางขยายตัวกว้างขวางขึ้น
2. ความต่างในค่านิยม ความคิดพื้นฐานระหว่างรากหญ้ากับชนชั้นนำ ตอกย้ำความไม่เข้าใจกันเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านอยู่กับความยากจนมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย จึงชอบวัตถุจับต้องได้อย่างเห็นชัดๆ ชอบความไวทันใจแบบปาฏิหาริย์ ชาวบ้านจึงชอบตะกรุด หลวงพ่อคูณ (กูให้มึงรวย) แทงหวย ชอบทองคำ ซึ่งบ่งบอกถึงความรวยชัดๆ (มวยไทยเก่งๆ ได้แจกสร้อยทองคำ) ชาวบ้านยังมีค่านิยมแบบนักเลง มีน้ำใจให้กัน พึ่งพากันได้ ชอบฮีโร่หรือวีรบุรุษที่สร้างความหวัง (ส่วนใหญ่ไม่สมหวัง) ให้กับตน ชอบผู้นำที่ฉับไว กล้าได้กล้าเสีย ไม่ต้องยกแม่น้ำทั้งห้า ส่วนคนชั้นสูงชอบระเบียบ ความสงบ เรียบร้อย เพราะเท่ากับว่าคนที่ต่ำกว่ายอมรับโครงสร้างอำนาจเดิม และมองว่าระเบียบเป็นสิ่งเดียวกับประสิทธิภาพ แต่เมื่อใช้กับระบบราชการที่มีอยู่มานานจึงเชื่องช้า (นี่เป็นค่านิยมหลักของประชาธิปัตย์ที่ถูกวิจารณ์หนักมาตลอด) ชนชั้นสูงชั้นกลางเน้นการพึ่งตนเองและระบบ เน้นวัตถุเหมือนชาวบ้านเช่นกันแต่พยายามมีคำอธิบาย พวกเขาเน้นนามธรรม และชอบเทศนาคุณธรรม ความดี จึงเป็นที่มาของความต่างระหว่างประชาธิปไตยกินได้ของชาวบ้านกับประชาธิปไตยดูได้ของชนชั้นสูง
3 มุมมองใหม่ของปรากฏการณ์ของ การเมืองรากหญ้า ขบถ"คนเล็กคนน้อย"
1. จะเข้าใจปรากฏการณ์เสื้อแดงได้ดีขึ้น ถ้ามามองทฤษฎีวงจรอุบาทว์หรือทฤษฎีสองนคราฯ ให้ลึกลงในระดับโครงสร้าง เราเคยอธิบายว่าการเมืองไทยเป็นสองนคราธิปไตย คือคนชนบทตั้งรัฐบาล -คนเมืองล้มรัฐบาล หรือคนชนบทซื้อ-ชายเสียงเลือกตั้ง - นักการเมืองถอนทุน ชนชั้นกลางไม่พอใจ ทหารรัฐประหาร เลือกตั้งใหม่
แต่นี่เป็นการมองเชิงปรากฏการณ์ ถ้ามองเชิงโครงสร้างเราจะมองเห็นวงจรของการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจการเมืองซ้อนทับอยู่ คือ ชนบทเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากร แรงงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งที่มาที่ชอบธรรมให้กับประชาธิปไตย (ซึ่งก็คือการเลือกตั้ง) ส่วนเมืองเป็นแหล่งผลิตใช้ทรัพยากร และเป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตย และเพื่อให้วงจรนี้ดำรงต่อไปได้ก็มีการครอบงำชาวบ้าน โดยวาทกรรมความสำคัญของศูนย์กลาง ของประชาธิปไตยคนดี และมาตรการสุดท้ายคือรัฐประหาร
ประเทศตะวันตกไม่เกิดวงจรอุบาทว์นี้ เพราะเขาทำให้ประชาชนทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ กล้าใช้สิทธิเสรีภาพของตน ประชาธิปไตยในต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ต้องมีการลงทุนด้านสังคม การศึกษา ค่านิยม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม รับผิดชอบ กลุ่มธุรกิจ ธนาคาร อุตสาหกรรม และภาคสังคมเป็นตัวหลักในการสร้างมหาวิทยาลัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ที่ประชุม ชุมชน หอศิลป์ ที่ฟังดนตรี สร้างสังคมที่ดี สวยงาม น่าอยู่ น่ารับผิดชอบร่วมกัน ฯลฯ
ชนชั้นนำไทยละเลยภารกิจนี้โดยสิ้นเชิง กลับโยนความไม่เป็นประชาธิปไตยไปที่ชาวบ้าน ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ชนชั้นสูงของไทยสร้างค่านิยม อุดมการณ์แบบนิยมกษัตริย์ ทหารเน้นอุดมการณ์ความมั่นคง ส่วนกลุ่มทุน ธุรกิจต่างๆ ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยขึ้นเลย ชนบทจึงเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากร แรงงานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นผู้ลงคะแนนเสียง หรือแหล่งที่มาของความชอบธรรม (legitimacy) ของประชาธิปไตยที่ดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยที่ตัวเองเกือบไม่ได้อะไร
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็รู้ดีว่าอำนาจต่อรองทำให้เกิดผลประโยชน์ได้ เมื่อคนเมืองต้องการให้พวกเขาลงคะแนนเลือกตั้ง การซื้อ-ขายเสียงอย่างเป็นระบบ การของบโครงการเข้าหมู่บ้านจึงเริ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2521 และขยายตัวเรื่อยมา สังคมทั่วไปประณามว่าเป็นเหมือนมะเร็งร้ายของประชาธิปไตย แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการแบ่งปัน ขอคืน ของชาวชนบทก็ได้เช่นกัน
การเกิดขึ้นของการเมืองรากหญ้าจึงเสมือนเป็นกระบวนการย้อนกลับที่จะดึงเอาอำนาจ ความมั่งคั่ง ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ กลับคืนสู่ชนบท จะเป็นสิ่งที่ดีมากและเกิดผลยั่งยืนแก่ประชาธิปไตยถ้ากระบวนการนี้ยั่งยืน แล้วสร้างความเป็นธรรมในที่สุด เพราะความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำต่างๆ เป็นรากเหง้าลึกที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาเหลือง-แดง การเมืองรากหญ้า-ประชานิยม
2. เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจ เมืองไทยยุค 2 ก๊ก ก๊ก “คนเลว” โจโฉ จะชนะก๊ก “คนดี” เล่าปี่-ขงเบ้ง
ขณะที่การเมืองไทยกำลังก่อรูปเป็น 2 ศูนย์อำนาจ คือ ศูนย์อำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมกับศูนย์อำนาจรากหญ้า ซึ่งเป็นภาวะที่ทั้งน่าสนใจและน่าเป็นห่วงมากที่สุดเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงการเมืองทั้งหมดที่ผ่านมา ภาวะ 2 ศูนย์อำนาจจะแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนมีฐานที่มั่น ที่มาความชอบธรรม (legitimacy) ควบคุมอำนาจที่ต่างกันชัดเจน
จะเห็นได้ว่าฝ่ายเสื้อแดง-รากหญ้าอยู่ในสถานะได้เปรียบ ฝ่ายอนุรักษ์เสียเปรียบ เพราะ (ก) แนวทางและวาทกรรมในการต่อสู้ของเสื้อแดงจูงใจคนเล็กคนน้อย (แต่เป็นคนส่วนใหญ่ได้) ส่วนของความคิดอนุรักษ์จำกัดอยู่ในเรื่องชาติและพระมหากษัตริย์ (ข) เสื้อแดงมีความชอบธรรมในเรื่องประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความชอบธรรมสากลของโลกปัจจุบัน ส่วนความชอบธรรมของฝ่ายอนุรักษ์เป็นเชิงประวัติศาสตร์ประเพณีซึ่งเกาแก่และสึกกร่อนได้ (ค) วิสัยทัศน์ของพลังอนุรักษ์ตีบตันจึงเป็นฝ่ายตั้งรับ ในขณะที่ฝ่ายรากหญ้าเส้นทางเปิดกว้างเพราะสามารถคิดสิ่งใหม่ๆ มาให้กับชาวบ้านได้ โดยมีงบประมาณ ทรัพยากรรองรับ
ภาวะ 2 ศูนย์กลางไม่เป็นผลดีในที่สุดต้องเหลือเพียงศูนย์เดียว ในระยะยาวโอกาสของพลังฝ่ายรากหญ้ามีมากกว่า
4 บทสรุป ไม่มีทางออกในระยะใกล้ มีแต่สิ่งที่ต้องทำเพื่อทางออกระยะยาว
1. ไม่มีทางออกจากการรอมชอมในระยะสั้น เพราะปัญหาฝังลึกมานาน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีปากเสียงมานาน อีกฝ่ายศรัทธาในสถาบันที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานาน ต่างเชื่อว่าอีกฝ่ายจะล้มล้างหรือซ้ำเติมฝ่ายตน
2. การขยายตัวของขั้วทักษิณ-รากหญ้า มีโอกาสทำให้เกิดการแตกร้าวระดับโครงสร้างและสถาบันมากขึ้น
ดังที่กล่าวว่า วงจรการเมืองเป็นเสมือนการย้อนเอาอำนาจ รายได้ ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ ความยุติธรรมกลับคืน เส้นแบ่งระหว่าง 2 ศูนย์อำนาจนอกจากจะเป็นความเสียเปรียบ/ได้เปรียบ คนต่ำต้อย/คนชั้นสูง มีแนวโน้มขยายเป็นเรื่องอัตลักษณ์ (คนอีสาน เหนือ ใต้ กรุงเทพฯ) วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับการเมืองประชาธิปไตยในแง่ที่จะเกิดความหลากหลายทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การตระหนักในอำนาจ ศักดิ์ศรีของตนเองกับคนไทยอย่างกว้างขวางที่สุด เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าเป็นวงจรการเมืองแบบเอาคืนหรือทีใครทีมันอย่างสุดขั้ว ก็จะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อได้ และจะเป็นเรื่องเสียหายเกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุดถ้าเส้นแบ่งขั้วขัดแย้งขยายเข้าไปสู่สถาบันกองทัพ ศาล เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองจะผ่านความรุนแรงไปได้อย่างน้อยช่วงหนึ่งถ้าทักษิณและเพื่อไทยมองเห็นว่า เวลาอยู่กับฝ่ายตน ไม่จำเป็นต้องกดดันให้มีการเผชิญหน้าของมวลชน และใช้เวลาดังกล่าวแก้ไขความไม่ถูกต้อง ซึ่งมีมาช้านานให้ดีขึ้น แต่ก็ควรมุ่งเชิงโครงสร้างและค่านิยมที่ถาวรมากกว่า
3. ต้องมีการปรับกระบวนทัศน์หรือแม่บทความคิดใหม่ว่า ประเทศไทยควรเป็นอย่างไร ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง การปฏิรูปปรับปรุงสถาบัน องค์กร สำคัญๆ ต่างๆ ทั้งหมด อาทิ
• รูปแบบการปกครองประเทศควรเป็นอย่างไร ควรจะกระจายอำนาจการตัดสินใจในทางเศรษฐกิจ การศึกษาในระดับภูมิภาค การพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร
• เป็นที่ประจักษ์ชัดจากความขัดแย้งปัจจุบันว่า ได้ลุกลามไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ นักวิชาการรวมทั้งนักคิดที่ใกล้ชิดราชสำนัก เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นพ.ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน ควรสร้างการศึกษาค้นคว้า สร้างความรู้ที่ถูกต้องว่า สถาบันกษัตริย์ควรจะดำรงอยู่ในระบบเสรีประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์อย่างไร
โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการอนุรักษ์สุดขั้วบางส่วน ที่พยายามจะหวนกลับมายกย่องให้พระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ มีพระราชอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการย้อนยุค สถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่ในสังคมเสรีประชาธิปไตยและโลกยุคข่าวสารได้ยั่งยืน ก็ต้องเป็นสถาบันที่มีสถานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ ภารกิจตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ยังมีภารกิจตามขนบประเพณี ทางศาสนา วัฒนธรรม และที่สังคมคาดหวัง เช่น เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแหล่งที่มาของเกียรติยศ จริยธรรม คุณธรรม พิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น
• นักเศรษฐศาสตร์สำคัญทั่วโลกล้วนสรุปว่า นโยบายประชานิยมแม้จะมีส่วนดีในหลายด้านแต่ก็ล้มเหลวในที่สุดในทุกประเทศที่เคยใช้มา เพราะเกิดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนและเงินเฟ้อรุนแรง สังคมต้องช่วยกันกดดัน วิพากษ์ วิจารณ์ทักษิณและพรรคเพื่อไทยทีจะพัฒนาเปลี่ยนรูปนโยบายนี้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง
• ผู้ที่ควรร่วมคิด ผลักดันประเด็นข้างต้นควรเป็นนักวิชาการเสื้อเหลือง แดง และนักวิชาการทั่วไปที่ไม่ยึดแนวสุดขั้วจนปฏิเสธอีกฝ่ายหนึ่ง ภาคธุรกิจ กลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งอยู่ตรงกลางมากที่สุด แต่ก็มีผลได้ผลเสียจากความขัดแย้งปัจจุบันมากที่สุด ควรมีบทบาทชดเชยสิ่งที่ควรทำแล้วไม่ได้ทำ ด้วยการลงทุนสร้างความยุติธรรม บรรยากาศ ค่านิยมประชาธิปไตยให้กว้างขวางที่สุด
4. การเกิดขั้วทางอำนาจนี้ คงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน มีโอกาสเกิดการชุมนุมประท้วงรุนแรงขึ้นได้อีก จำเป็นที่เราต้องยกระดับให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยเข้มแข็ง (strong democracy) ที่ใช้ทั้งสิทธิและเสรีภาพและตามลักษณะที่เข้มแข็งทั้ง 3 ด้าน (strong right, strong freedom, strong responsibility) คือเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็รักษาสิทธิของตน รับผิดชอบต่อสิทธิเสรีภาพของตนเต็มที่
ทุกฝ่ายต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็เคารพสิทธิ กล้าใช้สิทธิของตนเอง เช่น ไม่ควรยินยอมให้พลังฝ่ายใดทำรุนแรงเกินเหตุ เช่น การยึดทำเนียบ การขับไล่ล้มการประชุมนานาชาติ การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ การยึดราชประสงค์ จนเกิดการปราบปรามและการเผาราชประสงค์อีกต่อไป แต่ละฝ่ายควรรักษาสิทธิของตนเองอย่างจริงจัง เพราะการกระทำดังกล่าวแม้จะอ้างว่าทำด้วยเจตนามุ่งหมายที่ดี แต่เมื่อเกิดผลเสียหายขึ้นแล้วก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเท่าเทียมกัน เพื่อรักษาระบบยุติธรรมของประเทศเอาไว้ ส่วนจะมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมทั้งหมดจะช่วยกันพิจารณา
โดยส่วนตัวผู้เขียนยังเชื่อว่าทักษิณไม่ได้เชื่อมั่นการสร้างประชาธิปไตยรากหญ้าจริงๆ จะเห็นได้จากการปราศรัยกับชาวบ้าน ไม่ได้เห็นประเด็นที่เป็นโครงสร้างยั่งยืน นอกจากอ้อนวอนขอกลับมาเมืองไทย ทักษิณมีลักษณะเป็นผู้นำการตลาดมากกว่าผู้นำประชาธิปไตย ทักษิณมุ่งหวังรากหญ้าเป็นลูกค้าซื้อสินค้าของตนเป็นประจำสม่ำเสมอมากกว่าจะให้รากหญ้าเป็นรากฐานที่ยั่งยืนมั่นคงของระบบเศรษฐกิจการเมืองไทย หรือเป็นขบวนการการเมืองที่มีเป้าหมาย อุดมการณ์การเมืองที่มีความสามารถชี้ทางออกที่เหมาะสมให้สังคมไทยได้ ซึ่งเท่ากับประเทศเราแตกแยก ด่าทอกันเอง ใช้ความรุนแรงต่อกันเพียงเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สิน อำนาจของทักษิณเท่านั้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
